พฤติกรรม (Behavior) หมายถึงข้อใด * 1 คะแนน
พฤติกรรม (Behavior) หมายถึงข้อใด: 50% พันธุกรรม 50% สิ่งแวดล้อม
พฤติกรรม (Behavior) หมายถึงข้อใด การเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ช่วยให้เรารู้ว่าพันธุกรรมไม่ใช่ปัจจัยเดียว แต่สิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ก็สำคัญไม่แพ้กัน การศึกษาในกลุ่มฝาแฝดเผยให้เห็นว่าทั้งสองด้านมีบทบาทเท่าเทียมกัน การรู้ความจริงนี้ช่วยพัฒนาความเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น
พฤติกรรม (Behavior) หมายถึงข้อใด: เจาะลึกนิยามและการแสดงออกของมนุษย์
พฤติกรรม (Behavior) หมายถึง กิจกรรม การกระทำ หรือการแสดงออกของมนุษย์และสัตว์ที่สามารถสังเกตได้ ทั้งที่มองเห็นได้จากภายนอกและกระบวนการภายในใจ เพื่อเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทั้งจากภายในและภายนอกร่างกายในบริบทที่แตกต่างกันไป การทำความเข้าใจ ความหมายของพฤติกรรม ไม่ได้มีไว้เพื่อตอบข้อสอบเพียง 1 คะแนนเท่านั้น - แต่มันคือกุญแจสำคัญในการเข้าใจว่าทำไมเราถึงทำในสิ่งที่ทำ
ในทางจิตวิทยา พฤติกรรมไม่ได้หมายถึงแค่การขยับร่างกายอย่างการเดินหรือการพูด แต่ยังรวมถึงกระบวนการที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น ความคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับแรงกระตุ้น (Stimulus) อย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือเมื่อคุณได้กลิ่นอาหาร (สิ่งเร้าภายนอก) แล้วท้องของคุณเริ่มร้องหรือคุณเดินไปที่ห้องครัว (การตอบสนอง) นั่นคือ พฤติกรรมคืออะไร จิตวิทยา ที่สมบูรณ์แบบในตัวเอง
หัวใจสำคัญของพฤติกรรม: สิ่งเร้าและการตอบสนอง
การแสดงออกทุกอย่างมีจุดเริ่มต้นเสมอ พฤติกรรมเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นตามโมเดล S-R หรือ Stimulus-Response โดยที่สิ่งเร้าทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนให้ร่างกายต้องทำบางอย่างเพื่อรักษาความสมดุลหรือตอบสนองความต้องการ
สิ่งเร้าภายนอกคือปัจจัยแวดล้อมที่มากระทบประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น แสง เสียง อุณหภูมิ หรือการกระทำของคนรอบข้าง ในขณะที่สิ่งเร้าภายในคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากในร่างกายเอง เช่น ความหิว ความโกรธ หรือระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป การที่มนุษย์มีการตอบสนองที่ซับซ้อนกว่าสัตว์ทั่วไปเป็นเพราะเรามีกระบวนการคิดขั้นสูงเข้ามาคั่นกลาง ทำให้ พฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้า ตัวอย่าง ในสถานการณ์ที่ต่างกันอาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนเดิมเลยก็ได้
เชื่อหรือไม่ว่าพฤติกรรมมนุษย์ส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งเร้าภายในมากกว่าที่เราคิด - นี่คือจุดที่หลายคนมักสับสนตอนเริ่มเรียนจิตวิทยาใหม่ๆ ผมเองก็เคยเชื่อว่าเราแค่ตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ระบบภายในใจของเราทำงานหนักกว่านั้นมาก ซึ่งสะท้อนถึง พฤติกรรม (Behavior) หมายถึงข้อใด ในเชิงลึก
ประเภทของพฤติกรรม: สิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่ซ่อนอยู่
นักจิตวิทยาแบ่ง ประเภทของพฤติกรรมมนุษย์ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะการสังเกต ซึ่งมีความสำคัญเท่าเทียมกันในการวิเคราะห์ตัวตนของบุคคล
1. พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior)
คือการกระทำที่ผู้อื่นสามารถมองเห็น สังเกต หรือใช้เครื่องมือวัดได้โดยตรง เช่น การพูด การร้องไห้ การวิ่ง หรือการแสดงสีหน้า พฤติกรรมกลุ่มนี้วัดผลได้ง่ายและเป็นหลักฐานชัดเจนในการประเมินเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมภายนอกบางครั้งอาจไม่ตรงกับความรู้สึกภายในเสมอไป เช่น การยิ้มทักทายทั้งที่ในใจกำลังโกรธ
2. พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior)
คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกหากเจ้าตัวไม่บอกออกมา เช่น ความคิด ความจำ ความฝัน หรือความรู้สึกสะเทือนใจ แม้จะมองไม่เห็นแต่พฤติกรรมภายในคือรากฐานที่กำหนดพฤติกรรมภายนอกอีกทีหนึ่ง การที่เรารู้สึกกลัว (ภายใน) ทำให้เราตัดสินใจวิ่งหนี (ภายนอก) ซึ่งช่วยให้เข้าใจว่า พฤฤติกรรมภายในและภายนอก ต่างกันอย่างไร ได้ชัดเจนขึ้น
ยอมรับกันตามตรงว่าการแยกแยะสองอย่างนี้ในชีวิตจริงทำได้ยากกว่าในตำราเรียนมาก บางครั้งพฤติกรรมภายนอกก็เป็นเพียง หน้ากาก ที่ปกปิดความวุ่นวายภายในเอาไว้
ปัจจัยที่กำหนดความเป็นตัวคุณ: พันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อม?
พฤติกรรมไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่มันคือผลผลิตจากแรงผลักดันหลักสองประการที่ทำงานร่วมกันมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์
การศึกษาในกลุ่มฝาแฝดระบุว่า พันธุกรรมมีส่วนกำหนดลักษณะพฤติกรรมและบุคลิกภาพพื้นฐานอยู่ที่ประมาณ 50% ในขณะที่อีก 50% ที่เหลือมาจากสิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้[1] ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้เราจะเกิดมาพร้อมกับพิมพ์เขียวบางอย่าง แต่ประสบการณ์ชีวิต การเลี้ยงดู และสังคมรอบข้างมีอิทธิพลมหาศาลในการ ขัดเกลา พฤติกรรมเหล่านั้นให้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ พฤติกรรมยังแบ่งได้ตามที่มาคือ พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด (Innate Behavior) เช่น การดูดนมของทารกหรือการกะพริบตาเมื่อมีฝุ่น และพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ (Learned Behavior) ซึ่งเป็นพฤติกรรมส่วนใหญ่ที่ใช้ในการดำเนินชีวิต เช่น การอ่านหนังสือ การขับรถ หรือมรรยาททางสังคมที่ต้องอาศัยการฝึกฝนและจดจำ
ในระยะหลังมานี้ องค์กรระดับโลกจำนวนมากเริ่มนำหลักจิตวิทยาพฤติกรรมมาปรับใช้ในการออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงาน[2] เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้คำสั่งโดยตรง นี่คือพลังของ สิ่งเร้าและการตอบสนอง หมายถึง การสร้างแรงจูงใจที่แยบยล
เปรียบเทียบพฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายใน
เพื่อให้เข้าใจความหมายของพฤติกรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การแยกแยะระหว่างสิ่งที่แสดงออกมาและสิ่งที่ซ่อนอยู่เป็นสิ่งจำเป็นพฤติกรรมภายนอก (Overt)
- การเดิน การพูด การหัวเราะ การทำงาน
- ผู้อื่นสังเกตเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่าหรือเครื่องมือ
- วัดผลได้เป็นรูปธรรมและพิสูจน์ได้ง่าย
พฤติกรรมภายใน (Covert)
- ความคิด ความจำ จินตนาการ ความรู้สึก
- คนอื่นมองไม่เห็น ต้องใช้วิธีสอบถามหรือเครื่องมือวัดคลื่นสมอง
- เป็นนามธรรม สูญหายหรือบิดเบือนได้ง่ายหากไม่บันทึกทันที
บทเรียนจากความโกรธของพนักงานออฟฟิศ
เอก พนักงานบริษัทโฆษณาในกรุงเทพฯ มักมีพฤติกรรมเงียบขรึมเมื่อถูกตำหนิในที่ประชุม แม้ภายนอกจะดูสงบแต่ในใจเขากลับเต็มไปด้วยความสับสนและแรงกดดันมหาศาล เขาพยายามฝืนยิ้มเพื่อรักษาภาพลักษณ์มืออาชีพ
อุปสรรคเกิดขึ้นเมื่อเอกเริ่มเก็บความรู้สึกภายใน (Covert) ไว้มากเกินไปจนส่งผลต่อสุขภาพ เขาเริ่มนอนไม่หลับและสมาธิสั้นลง พฤติกรรมภายนอกเริ่มเปลี่ยนไปเป็นการประชดประชันเพื่อนร่วมงานโดยไม่รู้ตัว
จุดเปลี่ยนคือเมื่อเอกตัดสินใจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรม เขาเรียนรู้ที่จะแยกแยะสิ่งเร้าภายนอก (คำวิจารณ์งาน) ออกจากคุณค่าของตัวเอง ผลลัพธ์คือเขาสามารถสื่อสารความต้องการออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา
หลังปรับจูนพฤติกรรมได้ 4 สัปดาห์ เอกพบว่าความเครียดลดลงอย่างเห็นได้ชัดและประสิทธิภาพงานเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เขาเข้าใจแล้วว่าพฤติกรรมที่สมดุลต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นภายในใจก่อน
เรียนรู้เพิ่มเติม
ความคิดและความรู้สึกถือเป็นพฤติกรรมด้วยหรือ?
ใช่ ในทางจิตวิทยาถือว่าความคิดและความรู้สึกเป็น 'พฤติกรรมภายใน' (Covert Behavior) แม้คนอื่นจะมองไม่เห็น แต่เป็นกิจกรรมทางจิตที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าบางอย่างเช่นเดียวกับการขยับร่างกาย
พฤติกรรมเกิดจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่?
ไม่ใช่ พฤติกรรมเป็นผลผลิตร่วมกันระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปจะมีสัดส่วนอย่างละครึ่ง การเลี้ยงดูและประสบการณ์ชีวิตมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เรามีมาแต่กำเนิด
ทำไมพฤติกรรมของคนเราถึงเปลี่ยนไปตามสถานการณ์?
เพราะมนุษย์ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ต่างกันในแต่ละบริบท นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องความต้องการในขณะนั้นและประสบการณ์ในอดีตเข้ามาเป็นตัวตัดสินใจ ทำให้การแสดงออกเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม
สรุปบทความ
พฤติกรรมคือการตอบสนองต่อสิ่งเร้าไม่ว่าจะมองเห็นหรือไม่ ทุกการแสดงออกล้วนมีที่มาจากตัวกระตุ้นทั้งภายนอกร่างกายและภายในใจ
สัดส่วนประมาณ 50-50 ระหว่างสายเลือดและประสบการณ์ชีวิตเป็นตัวหล่อหลอมให้เรามีพฤติกรรมที่โดดเด่นในแบบของตัวเอง
ความเข้าใจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการรู้เท่าทันพฤติกรรมภายในช่วยให้เราควบคุมพฤติกรรมภายนอกได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญ
อ้างอิง
- [1] Pmc - พันธุกรรมมีส่วนกำหนดลักษณะพฤติกรรมและบุคลิกภาพพื้นฐานอยู่ที่ประมาณ 50% ในขณะที่อีก 50% ที่เหลือมาจากสิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้
- [2] Behavioralteams - ในระยะหลังมานี้ องค์กรระดับโลกกว่า 70% เริ่มนำหลักจิตวิทยาพฤติกรรมมาปรับใช้ในการออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงาน
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต