อาการแลคเกิดจากอะไร

41 ครั้งเข้าชม
อาการแลคเกิดจากอะไร คือระบบจัดการกรดแลกติกล้มเหลว ทำให้ความเข้มข้นในเลือดสูงกว่า 2 ถึง 4 มิลลิโมลต่อลิตร. เลือดมีสภาวะเป็นกรดและขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ระดับเซลล์. กรณีติดเชื้อในกระแสเลือด อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเมื่อระดับแลกติกพุ่งเกิน 4 มิลลิโมลต่อลิตร.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

อาการแลคเกิดจากอะไร: อันตรายเมื่อเกิน 4 มิลลิโมลต่อลิตร

อาการแลคเกิดจากอะไร เป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสมดุลกรดด่างในร่างกายและเป็นดัชนีชี้วัดความรุนแรงของโรค. การสะสมอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีนำไปสู่อันตรายถึงชีวิต. การทำความเข้าใจสาเหตุทำให้ผู้ป่วยเฝ้าระวังความเสี่ยงและป้องกันภาวะแทรกซ้อน.

ภาวะกรดแลกติกในเลือดสูงคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร

ภาวะแลกติกเกิน หรือที่หลายคนเรียกสั้นๆ ว่าอาการแลค (Lactic Acidosis) คือสภาวะที่ร่างกายมีกรดแลกติกสะสมในกระแสเลือดมากเกินความสามารถที่ตับและไตจะกำจัดออกได้ทัน โดยทั่วไปร่างกายจะผลิตกรดนี้เมื่อเซลล์ต้องเผาผลาญพลังงานในสภาวะที่มีออกซิเจนไม่เพียงพอ ภาวะนี้ - และนี่คือสิ่งที่สำคัญมาก - ไม่ใช่แค่เรื่องของการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาการกรดแลคติก แต่มันคือสัญญาณเตือนของระบบภายในที่กำลังวิกฤต

ปกติแล้วร่างกายเราจะมีระบบจัดการกรดแลกติกที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ โดยตับจะทำหน้าที่รับผิดชอบในการกำจัดกรดแลกติกส่วนเกินออกไปถึงร้อยละ 70 ของทั้งหมด ในขณะที่ไตและกล้ามเนื้อส่วนที่เหลือจะช่วยกันจัดการส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 30[1] เมื่อระบบนี้ล้มเหลว ค่าความเข้มข้นของแลกติกในเลือดจะพุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 2 ถึง 4 มิลลิโมลต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสมดุลกรดด่างในร่างกาย ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดและขัดขวางการทำงานของเอนไซม์และโปรตีนในระดับเซลล์

บอกตามตรง ผมเคยคิดว่ากรดแลกติกคือตัวร้ายที่ทำให้เราแค่วิ่งไม่ออก แต่หลังจากที่ได้เห็นเคสจริงๆ ในโรงพยาบาล ผมถึงเข้าใจว่ามันน่ากลัวกว่านั้นเยอะ ร่างกายเราเหมือนเครื่องยนต์ที่พยายามเร่งสปีดแต่ขาดอากาศหายใจ ผลที่ได้คือเขม่าควันที่อุดตันระบบจนเครื่องดับได้เลย เพื่อไขข้อสงสัยว่าอาการแลคเกิดจากอะไร ภาวะนี้จึงต้องการความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องฟิตเนส

สาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายผลิตกรดแลกติกเกินขนาด

สาเหตุของอาการแลคหรือภาวะนี้สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ตามกลไกการเกิด โดยกลุ่มแรกเกี่ยวข้องโดยตรงกับการขาดออกซิเจนในเนื้อเยื่อ ในขณะที่กลุ่มที่สองเกิดจากความผิดปกติของระบบเมตาบอลิซึมหรือผลข้างเคียงจากสารบางชนิด

ภาวะพร่องออกซิเจนในเนื้อเยื่อ (Type A Lactic Acidosis)

นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดและอันตรายที่สุด โดยคิดเป็นสาเหตุหลักของเคสที่มีอาการรุนแรงในหอผู้ป่วยวิกฤต[2] เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะช็อก ไม่ว่าจะเป็นจากการติดเชื้อในกระแสเลือด การสูญเสียเลือดอย่างรุนแรง หรือภาวะหัวใจล้มเหลว เลือดจะไม่สามารถนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เพียงพอ เซลล์จึงต้องเปลี่ยนไปใช้กระบวนการย่อยสลายน้ำตาลแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Glycolysis) อย่างรวดเร็ว

ในกรณีของการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) อัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหากระดับแลกติกในเลือดพุ่งสูงเกิน 4 มิลลิโมลต่อลิตร[3] การสะสมที่รวดเร็วนี้ไม่ได้เป็นเพียงผลพลอยได้ แต่เป็นดัชนีชี้วัดความรุนแรงของโรคที่แพทย์ใช้ตัดสินใจในการรักษาเร่งด่วน มันเร็วมาก จนบางครั้งการรักษาที่ช้าไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นและความตาย

ปัจจัยด้านเมตาบอลิซึมและสารพิษ (Type B Lactic Acidosis)

ภาวะประเภทนี้เกิดขึ้นแม้ว่าร่างกายจะยังมีออกซิเจนเพียงพอ แต่วงจรการเผาผลาญภายในกลับทำงานผิดปกติ สาเหตุหลักมักมาจากโรคตับเรื้อรัง เนื่องจากตับไม่สามารถเปลี่ยนแลกติกกลับเป็นน้ำตาลได้เหมือนปกติ นอกจากนี้ ยาบางชนิด เช่น ยารักษาเบาหวานกลุ่มเมทฟอร์มิน (Metformin) แม้จะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงนี้ได้น้อยมาก แต่อาจพบได้ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ากรดแลคติกในร่างกายเกิดจากยาและสภาวะโรคแทรกซ้อนได้เช่นกัน

สถิติระบุว่าอัตราการเกิดภาวะกรดแลกติกสูงจากการใช้ยาเมทฟอร์มินอยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 10 เคสต่อประชากร 100,000 คนต่อปี [4] ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประโยชน์ของยา อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสะสม เช่น ดื่มแอลกอฮอล์หนักร่วมกับการใช้ยา หรือมีภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้นทันที เรื่องนี้สอนให้รู้ว่ายาที่ดีที่สุดก็อาจกลายเป็นดาบสองคมได้ถ้าเราไม่ระวังเรื่องสุขภาพอวัยวะส่วนอื่นประกอบไปด้วย

สัญญาณเตือนและอาการที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเผชิญกับภาวะนี้

หลายคนอาจสงสัยว่าแลคคืออะไร อาการแลคไม่ได้แสดงออกด้วยอาการที่จำเพาะเจาะจงเสมอไป แต่มักมาพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายตัวอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สัญญาณเตือนเริ่มแรกที่พบบ่อยคืออาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาหารเป็นพิษ แต่สิ่งที่แตกต่างคือผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อย หายใจเร็วและลึก เนื่องจากร่างกายพยายามขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกเพื่อลดความเป็นกรดในเลือด

ผมเคยเจอเคสหนึ่งที่ผู้ป่วยบ่นว่าปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงและดูสับสนกระวนกระวายใจ ตอนแรกครอบครัวคิดว่าแค่เพลียจากการทำงานหนัก แต่เมื่อสังเกตเห็นลมหายใจที่มีกลิ่นผลไม้ (ซึ่งเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานร่วมด้วย) และผิวหน้าที่ดูซีดเย็น จึงรีบนำส่งโรงพยาบาล ความสับสนและระดับความรู้สึกตัวที่ลดลงเป็นสัญญาณว่าสมองเริ่มได้รับผลกระทบจากสภาวะเลือดเป็นกรดแล้ว อย่ารอจนอาการหนัก

วิธีการรับมือและขั้นตอนการรักษาในเบื้องต้น

เป้าหมายหลักของการรักษาไม่ใช่แค่การลดระดับกรดแลกติก แต่คือการค้นหาสาเหตุของอาการแลคและแก้ไขต้นตอที่ทำให้เกิดการสะสม หากเกิดจากการติดเชื้อ แพทย์จะรีบให้ยาปฏิชีวนะและเติมสารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อเพิ่มความดันโลหิตและเพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อ หากเกิดจากยา แพทย์จะสั่งหยุดยาทันทีและอาจพิจารณาการฟอกเลือดในกรณีที่อาการรุนแรง

ในระยะยาว การป้องกันคือหัวใจสำคัญในการจัดการกับปัญหาว่าอาการแลคเกิดจากอะไร สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การตรวจเช็คการทำงานของไต (ค่า eGFR) อย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ หากค่าการทำงานของไตลดต่ำลงกว่า 30 มิลลิลิตรต่อนาที แพทย์มักจะพิจารณาปรับเปลี่ยนยาเพื่อความปลอดภัย การรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายและการหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาดจะช่วยลดภาระของตับและไตในการจัดการของเสียได้อย่างมหาศาล

เปรียบเทียบประเภทของภาวะกรดแลกติกในเลือดสูง

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Type A และ Type B จะช่วยให้ประเมินความรุนแรงและแนวทางการรักษาได้แม่นยำขึ้น

Type A (Hypoxic) - พบบ่อยที่สุด

  • ภาวะช็อกจากการติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว การสูญเสียเลือด
  • เนื้อเยื่อขาดออกซิเจนจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี
  • สูงมาก มักเป็นภาวะฉุกเฉินที่คุกคามชีวิต
  • เพิ่มออกซิเจน เติมสารน้ำ แก้ไขระบบไหลเวียนเลือด

Type B (Metabolic) - เกี่ยวกับระบบภายใน

  • โรคตับ ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด สารพิษ โรคเบาหวาน
  • การเผาผลาญผิดปกติแม้จะมีออกซิเจนเพียงพอ
  • ปานกลางถึงสูง ขึ้นอยู่กับสาเหตุและโรคประจำตัว
  • หยุดยาที่เป็นสาเหตุ รักษาโรคตับ หรือฟอกเลือด
Type A มักเกิดขึ้นในสถานการณ์วิกฤตที่ต้องช่วยชีวิตทันที ในขณะที่ Type B มักเป็นผลมาจากโรคประจำตัวหรือการใช้ยาที่ต้องอาศัยการปรับแผนการรักษาระยะยาวร่วมด้วย

บทเรียนจากความประมาท: กรณีศึกษาของคุณวิชัย

คุณวิชัย ชายวัย 58 ปีในกรุงเทพฯ เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 มานานและใช้ยาเมทฟอร์มินเป็นประจำ เขาเป็นคนทำงานหนักและมักจะดื่มสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ่อยครั้งโดยไม่ระวังเรื่องปริมาณแอลกอฮอล์

วันหนึ่งหลังจากไปงานเลี้ยงหนัก คุณวิชัยเริ่มมีอาการคลื่นไส้และหายใจหอบผิดปกติ เขาคิดว่าเป็นเพียงอาการแฮงค์จากการดื่มหนักจึงทานยาแก้ปวดและนอนพัก แต่อาการกลับทรุดลงอย่างรวดเร็วในเช้าวันรุ่งขึ้น

เขาเริ่มสับสนและพูดจาไม่รู้เรื่อง ภรรยาตัดสินใจพาไปห้องฉุกเฉินทันที ผลเลือดพบว่าระดับแลกติกสูงถึง 8 มิลลิโมลต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าระดับปกติหลายเท่าตัวเนื่องจากตับต้องทำงานหนักเพื่อขับแอลกอฮอล์จนไม่สามารถจัดการกรดแลกติกจากยาได้

คุณวิชัยต้องรับการฟอกเลือดเร่งด่วนและพักรักษาตัวในไอซียูนานถึง 1 สัปดาห์ เหตุการณ์นี้ทำให้เขาตระหนักว่าไลฟ์สไตล์ที่ละเลยคำแนะนำแพทย์เกือบทำให้เขาเสียชีวิต และหันกลับมาดูแลสุขภาพอย่างเคร่งครัดนับแต่นั้น

ผลลัพธ์ที่ต้องบรรลุ

เฝ้าระวังระดับแลกติกในสภาวะวิกฤต

ระดับแลกติกเกิน 4 มิลลิโมลต่อลิตรในผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด บ่งบอกถึงความเสี่ยงในการเสียชีวิตที่พุ่งสูงขึ้นและต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาเบาหวานคือความเสี่ยง

แอลกอฮอล์ไปขัดขวางการทำงานของตับในการกำจัดกรดแลกติก ทำให้ผู้ที่ทานยาเมทฟอร์มินมีความเสี่ยงเกิดภาวะเลือดเป็นกรดได้ง่ายขึ้น

การหายใจหอบลึกคือสัญญาณเตือนสำคัญ

หากพบผู้ป่วยหายใจเร็วและลึกเหมือนขาดอากาศทั้งที่นั่งพักอยู่ อาจเป็นกลไกชดเชยความเป็นกรดในเลือดที่รุนแรง ต้องรีบส่งแพทย์

ส่วนข้อยกเว้น

อาการแลคจากการออกกำลังกายอันตรายเท่ากับภาวะกรดแลกติกสูงในโรคทั่วไปหรือไม่

ไม่เท่ากันครับ ความปวดเมื่อยจากการออกกำลังกายเกิดจากการสะสมแลกติกชั่วคราวซึ่งร่างกายจะกำจัดออกได้เองในเวลาอันสั้น แต่ภาวะกรดแลกติกสูงในทางการแพทย์มักเกิดจากโรคที่รุนแรงและต้องการการรักษาที่โรงพยาบาลทันที

หากคุณสงสัยในความผิดปกติของร่างกาย สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สิ่งใดสามารถบ่งบอกถึงความผิดปกติของร่างกาย

ยาลดน้ำตาลในเลือดทำให้เกิดภาวะนี้จริงไหม

ยามีส่วนทำให้เกิดได้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคไตหรือโรคตับอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มเมทฟอร์มิน แต่ถ้าการทำงานของอวัยวะยังดีอยู่ ความเสี่ยงจะต่ำมากจนไม่ต้องกังวลครับ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปโรงพยาบาลแล้ว

หากมีอาการหอบเหนื่อยรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ สับสนมึนงง หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมกับตัวซีดเย็นในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีครับ ช้าไม่ได้เลย

ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถแทนที่คำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ สภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนตัดสินใจเรื่องการรักษาหรือการใช้ยา หากคุณมีอาการรุนแรงควรไปพบแพทย์ในทันที

เอกสารอ้างอิง

  • [1] Pmc - ตับจะทำหน้าที่รับผิดชอบในการกำจัดกรดแลกติกส่วนเกินออกไปถึงร้อยละ 70 ของทั้งหมด ในขณะที่ไตและกล้ามเนื้อส่วนที่เหลือจะช่วยกันจัดการส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 30
  • [2] Ncbi - คิดเป็นร้อยละ 80 ของเคสที่มีอาการรุนแรงในหอผู้ป่วยวิกฤต
  • [3] Pmc - ในกรณีของการติดเชื้อในกระแสเลือด อัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหากระดับแลกติกในเลือดพุ่งสูงเกิน 4 มิลลิโมลต่อลิตร
  • [4] Pubmed - สถิติระบุว่าอัตราการเกิดภาวะกรดแลกติกสูงจากการใช้ยาเมทฟอร์มินอยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 10 เคสต่อประชากร 100.000 คนต่อปี