ฮอร์โมนแบ่งเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง

64 ครั้งเข้าชม
ฮอร์โมนแบ่งเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง จำแนกได้ 3 กลุ่มตามโครงสร้างเคมี เปปไทด์ฮอร์โมน เช่น อินซูลิน เอมีนฮอร์โมน เช่น อะดรีนาลีน สเตียรอยด์ฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเพศ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ฮอร์โมนแบ่งเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง? 3 กลุ่มหลักตามเคมี

การเข้าใจเรื่อง ฮอร์โมนแบ่งเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง ช่วยให้เห็นความหลากหลายของสารสื่อประสาทในร่างกายมนุษย์ การรู้ลักษณะเฉพาะของแต่ละกลุ่มช่วยป้องกันความสับสนเรื่องการทำงานและผลกระทบต่อระบบต่างๆ การศึกษาโครงสร้างที่แตกต่างกันส่งผลดีต่อการดูแลสุขภาพและเข้าใจกระบวนการภายในร่างกายอย่างถูกต้องและชัดเจน

ฮอร์โมนแบ่งเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง: เจาะลึกโครงสร้างเคมีที่ควบคุมร่างกายคุณ

การการจำแนกฮอร์โมนตามโครงสร้างเคมีสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ เปปไทด์ฮอร์โมน (Peptide hormones), สเตรอยด์ฮอร์โมน (Steroid hormones), เอมีนฮอร์โมน (Amine hormones) และเอโคซานอยด์ (Eicosanoids) ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติในการละลายและการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การทำความเข้าใจความแตกต่างของประเภทฮอร์โมนนี้เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพระบบต่อมไร้ท่อของคุณ

ระบบฮอร์โมนในร่างกายทำงานได้ซับซ้อนอย่างน่าเหลือเชื่อ - แต่ก็มีจุดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่พลาดไปจนทำให้สุขภาพพัง - ผมจะเฉลยข้อผิดพลาดที่ว่านี้ในส่วนของ ความผิดปกติของฮอร์โมน ด้านล่างครับ
ลองคิดดูว่าสารเคมีปริมาณเพียงน้อยนิดกลับควบคุมทุกอย่างตั้งแต่การนอนหลับไปจนถึงอารมณ์ของคุณได้ยังไง

1. เปปไทด์และโปรตีนฮอร์โมน (Peptide and Protein Hormones)

ฮอร์โมนกลุ่มเปปไทด์เป็นหนึ่งในกลุ่มหลักของฮอร์โมนในร่างกายมนุษย์[1] ทำให้มันกลายเป็นกลุ่มที่ใหญ่และหลากหลายที่สุด
โครงสร้างของมันประกอบด้วยโซ่ของกรดอะมิโน ตั้งแต่โซ่สั้นๆ ไม่กี่ตัวไปจนถึงโปรตีนขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างซับซ้อน

คุณสมบัติเด่นของกลุ่มนี้คือละลายในน้ำได้ดี แต่ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ที่ประกอบด้วยไขมันได้โดยตรง ทำให้พวกมันต้องส่งสัญญาณผ่านตัวรับ (Receptor) ที่อยู่บนผิวเซลล์เท่านั้น
ตัวอย่างที่คุ้นเคยที่สุดคือ อินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การที่มันละลายในน้ำได้ดีหมายความว่ามันถูกส่งไปตามกระแสเลือดได้ง่าย แต่ก็ถูกย่อยสลายได้เร็วเช่นกัน - อายุขัยในเลือดสั้นมาก.

สารภาพตามตรงครับ สมัยผมเริ่มศึกษาเรื่องนี้ใหม่ๆ ผมเคยสับสนว่าทำไมเราต้องฉีดอินซูลินแต่ไม่กินเอา? คำตอบง่ายๆ คือเพราะมันเป็นโปรตีน ถ้าเรากินเข้าไป น้ำย่อยในกระเพาะก็จะมองมันเป็นแค่ เนื้อสัตว์ ชิ้นหนึ่งและย่อยมันทิ้งจนหมดสภาพความเป็นฮอร์โมนไปเสียก่อน
นี่คือเหตุผลที่ยาในกลุ่มเปปไทด์ส่วนใหญ่ยังต้องใช้วิธีการฉีดเป็นหลักจนถึงปัจจุบัน

2. สเตรอยด์ฮอร์โมน (Steroid Hormones)

สเตรอยด์ฮอร์โมนทั้งหมดถูกสังเคราะห์มาจากคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันประเภทหนึ่ง ทำให้กลุ่มนี้มีคุณสมบัติละลายในไขมันได้ดีเยี่ยม แตกต่างจากเปปไทด์อย่างสิ้นเชิง
สเตรอยด์สามารถซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปทำงานถึงภายในนิวเคลียสเพื่อสั่งการยีนโดยตรง

ในร่างกายมนุษย์ ฮอร์โมนกลุ่มนี้มักเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์และการตอบสนองต่อความเครียด เช่น เทสโทสเตอโรน เอสโตรเจน และคอร์ติซอล
แม้ว่าจะมีจำนวนชนิดน้อยกว่าเปปไทด์ แต่ผลกระทบของมันต่อร่างกายมักจะยาวนานกว่า เนื่องจากมันต้องใช้เวลาในการกระตุ้นการสร้างโปรตีนใหม่ๆ ภายในเซลล์ ไม่ใช่แค่การเปิดปิดสวิตช์บนผิวเซลล์

ตอนผมเข้ายิมช่วงแรกๆ ผมเคยได้ยินเรื่องสเตรอยด์ในแง่ลบมาเยอะ จนลืมไปว่าร่างกายเราสร้างมันเองตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอด
ถ้าไม่มีคอร์ติซอลเราจะรับมือความเครียดไม่ได้เลย หรือถ้าไม่มีฮอร์โมนเพศ ร่างกายเราก็จะไม่เจริญเติบโตตามวัย สิ่งสำคัญคือความสมดุล ไม่ใช่การมองว่ามันเป็นสารอันตรายเสมอไป

3. เอมีนฮอร์โมน (Amine Hormones)

เอมีนเป็นฮอร์โมนที่มีขนาดโมเลกุลเล็กที่สุด โดยดัดแปลงมาจากกรดอะมิโนเพียงตัวเดียว (ส่วนใหญ่คือ ไทโรซีน หรือ ทริปโตเฟน) กลุ่มนี้มีความน่าสนใจเพราะมีพฤติกรรมก้ำกึ่งระหว่างสองกลุ่มแรก
บางตัวละลายในน้ำเหมือนเปปไทด์ แต่บางตัวก็ทำตัวเหมือนสเตรอยด์

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ อะดรีนาลีน (เอพิเนฟริน) ที่ละลายในน้ำและออกฤทธิ์เร็วมากในเสี้ยววินาทีเมื่อคุณตกใจ กับ ฮอร์โมนไทรอยด์ ที่แม้จะเป็นเอมีนแต่กลับละลายในไขมันและต้องอาศัยโปรตีนพาหะในการเดินทางผ่านกระแสเลือด
ความผิดปกติของฮอร์โมนไทรอยด์ส่งผลกระทบต่อประชากรถึง 12% ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงและมักถูกมองข้ามในช่วงแรก [2]

คุณเคยรู้สึกใจสั่นเวลาตื่นเต้นไหม? นั่นล่ะครับคือพลังของเอมีนฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในพริบตา มันเป็นกลไกเอาตัวรอดที่ฝังอยู่ในรหัสพันธุกรรมของเรามานานแสนนาน

4. เอโคซานอยด์ (Eicosanoids)

กลุ่มนี้มักถูกเรียกอีกชื่อว่า ฮอร์โมนเฉพาะที่ (Local hormones) เพราะพวกมันไม่ได้เดินทางไปไกลๆ ผ่านกระแสเลือดเหมือนกลุ่มอื่น แต่จะออกฤทธิ์กับเซลล์ข้างเคียงในบริเวณที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น
โครงสร้างเคมีของมันดัดแปลงมาจากกรดไขมันที่มีคาร์บอน 20 อะตอม เช่น กรดอะราคิโดนิก

หน้าที่หลักของเอโคซานอยด์ ได้แก่ การควบคุมการอักเสบ การแข็งตัวของเลือด และการเจ็บครรภ์คลอด ตัวอย่างที่สำคัญคือ พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คุณรู้สึกปวดเวลาเกิดการอักเสบ
ยาแก้ปวดส่วนใหญ่ที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันก็เข้าไปยับยั้งการสร้างเจ้าฮอร์โมนกลุ่มนี้เอง

ความแตกต่างในการออกฤทธิ์และการขนส่ง

ความแตกต่างของโครงสร้างเคมีไม่ได้มีไว้แค่ในตำราสอบ แต่มันกำหนดว่าฮอร์โมนตัวนั้นจะเดินทางและส่งคำสั่งอย่างไรในร่างกายของคุณ นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้การรักษาโรคระบบต่อมไร้ท่อมีความเฉพาะเจาะจงสูงมาก

ฮอร์โมนที่ละลายในไขมัน (สเตรอยด์และไทรอยด์) จะต้องเกาะไปกับโปรตีนพาหะในเลือด เหมือนคนต้องขึ้นรถเมล์เพื่อเดินทางไปถึงที่หมาย
ในขณะที่ฮอร์โมนที่ละลายในน้ำ (เปปไทด์และแคทีโคลามีน) สามารถว่ายน้ำไปเองได้เลยอิสระ แต่ข้อเสียคือพวกมันถูกไตขับออกได้ง่ายกว่า - ความคงตัวจึงต่ำกว่ากลุ่มสเตรอยด์มาก.

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถอ่านต่อได้ที่ ฮอร์โมนมีกี่ประเภท ได้แก่อะไรบ้าง ครับ

เปรียบเทียบคุณสมบัติฮอร์โมนกลุ่มต่างๆ

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติทางเคมีและการทำงานของกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้

กลุ่มเปปไทด์และโปรตีน (ส่วนใหญ่)

• รวดเร็ว (หลักวินาทีถึงนาที)

• อยู่บนผิวเซลล์ (Cell membrane receptors)

• เดินทางได้เองอย่างอิสระ ไม่ต้องใช้พาหะ

• ละลายในน้ำ (Hydrophilic)

กลุ่มสเตรอยด์

• ช้าแต่ยาวนาน (หลักชั่วโมงถึงวัน)

• อยู่ภายในเซลล์หรือในนิวเคลียส

• ต้องเกาะไปกับโปรตีนพาหะ (Carrier protein)

• ละลายในไขมัน (Lipophilic)

โดยสรุปแล้ว กลุ่มเปปไทด์เหมาะสำหรับการตอบสนองที่ต้องการความรวดเร็วและยืดหยุ่น ในขณะที่กลุ่มสเตรอยด์เหมาะสำหรับการควบคุมการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของร่างกาย เช่น การเจริญเติบโตหรือการทำงานของระบบสืบพันธุ์

ความเข้าใจผิดเรื่องฮอร์โมนของเก่ง: จากความเพลียสู่การรักษาที่ตรงจุด

เก่ง พนักงานออฟฟิศวัย 32 ปีในกรุงเทพฯ ประสบปัญหาเหนื่อยง่ายและน้ำหนักขึ้นผิดปกติแม้จะคุมอาหารอย่างดี เขาพยายามซื้อวิตามินรวมมากินเองอยู่ 2 เดือนแต่ไม่ดีขึ้นเลย จนเริ่มรู้สึกท้อและคิดว่าตัวเองแค่ทำงานหนักเกินไป

ความพยายามครั้งแรก: เขาตัดสินใจออกกำลังกายให้หนักขึ้นเพื่อลดน้ำหนัก ผลคือเขาหน้ามืดกลางยิมและรู้สึกเพลียกว่าเดิมจนแทบทำงานไม่ได้ นี่คือสัญญาณเตือนว่าร่างกายเขากำลังต่อต้านบางอย่างอยู่

เก่งตัดสินใจไปตรวจเลือดและพบว่าระดับฮอร์โมนไทรอยด์ (ซึ่งเป็นเอมีนที่ทำตัวเหมือนสเตรอยด์) ต่ำกว่าปกติมาก เขาตระหนักว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่วินัย แต่อยู่ที่ 'สารสื่อสาร' ในร่างกายที่ทำงานผิดพลาด

หลังจากได้รับฮอร์โมนเสริมและปรับพฤติกรรมตามคำแนะนำแพทย์เป็นเวลา 3 เดือน อาการเพลียลดลงอย่างชัดเจนและน้ำหนักเริ่มกลับมาคงที่ เก่งได้เรียนรู้ว่าฮอร์โมนไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ แต่คือระบบปฏิบัติการที่ต้องการความสมดุล

สาระสำคัญ

การแบ่งประเภททางเคมีกำหนดวิธีการรักษา

ประเภทของฮอร์โมนบอกให้เราทราบว่ายาชนิดนั้นควรเป็นแบบกินหรือฉีด และจะออกฤทธิ์เร็วแค่ไหน

เปปไทด์คือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด

ประมาณ 80% ของฮอร์โมนในร่างกายเป็นกลุ่มเปปไทด์ ซึ่งละลายในน้ำและเน้นการทำงานที่ฉับไว

ไขมันไม่ได้เป็นผู้ร้ายเสมอไป

คอเลสเตอรอลเป็นวัตถุดิบจำเป็นในการสร้างฮอร์โมนสเตรอยด์ที่ควบคุมระบบสืบพันธุ์และการเผาผลาญ

ระมัดระวังอาการที่มองไม่เห็น

ความผิดปกติของฮอร์โมนไทรอยด์ที่พบถึง 12% ทั่วโลก มักมีอาการคล้ายกับความเหนื่อยล้าทั่วไปจนคนมองข้าม

มุมมองอื่นๆ

ฮอร์โมนมีกี่ชนิดกันแน่ สับสนระหว่างประเภททางเคมีกับหน้าที่?

หากแบ่งตามโครงสร้างเคมีจะมี 4 ประเภทหลักตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ถ้าแบ่งตามหน้าที่อาจมีเป็นร้อยๆ ชนิดตามต่อมที่ผลิต เช่น ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง หรือฮอร์โมนจากตับอ่อน ให้ยึดโครงสร้างเคมีเป็นหลักในการทำความเข้าใจการออกฤทธิ์ครับ

ทำไมฮอร์โมนบางตัวต้องฉีด แต่บางตัวเป็นยากินได้?

ขึ้นอยู่กับประเภทครับ ฮอร์โมนกลุ่มเปปไทด์ (เช่น อินซูลิน) จะถูกน้ำย่อยทำลายถ้ากินเข้าไป จึงต้องฉีด ส่วนฮอร์โมนกลุ่มสเตรอยด์หรือเอมีนบางชนิดมีโมเลกุลที่ทนทานกว่าและดูดซึมผ่านทางเดินอาหารได้ดี จึงสามารถผลิตเป็นรูปแบบเม็ดยาได้

กินไขมันน้อยเกินไปจะทำให้ฮอร์โมนพังจริงไหม?

มีส่วนจริงครับ โดยเฉพาะฮอร์โมนกลุ่มสเตรอยด์ที่ต้องใช้คอเลสเตอรอลเป็นสารตั้งต้น การคุมอาหารแบบตัดไขมัน 100% อาจส่งผลให้การสร้างฮอร์โมนเพศหรือฮอร์โมนลดความเครียดลดลงได้จนผิดปกติ

ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น และไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ สภาวะทางสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก โปรดปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาหรือการใช้ฮอร์โมนเสริม หากคุณมีอาการรุนแรงควรพบแพทย์โดยทันที

อ้างอิง

  • [1] En - ฮอร์โมนกลุ่มเปปไทด์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของฮอร์โมนทั้งหมดในร่างกายมนุษย์
  • [2] Thyroid - ความผิดปกติของฮอร์โมนไทรอยด์ส่งผลกระทบต่อประชากรประมาณ 12% ทั่วโลก