NCD หายได้ไหม

19 ครั้งเข้าชม
การตั้งคำถามว่า NCDs หายได้ไหม มีคำตอบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งการลดน้ำหนักตัว 15% ช่วยให้โรคเข้าสู่ระยะสงบ การลดน้ำหนักนี้ช่วยลดไขมันสะสมในช่องท้อง ตับ และตับอ่อน ส่งผลให้เซลล์กลับมาตอบสนองต่ออินซูลินและเผาผลาญพลังงานได้ตามปกติเสมือนการรีเซ็ตระบบทำงานภายในใหม่
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

NCDs หายได้ไหม? ลดน้ำหนัก 15% ช่วยให้โรคสงบ

ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่สงสัยว่า NCDs หายได้ไหม สามารถดูแลตนเองเพื่อควบคุมอาการอย่างปลอดภัย การปรับพฤติกรรมช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและฟื้นฟูระบบการทำงานภายในร่างกายระยะยาว ชวนศึกษาวิธีการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องเพื่อโอกาสในการทำให้โรคสงบลงโดยไม่ต้องพึ่งพายาเคมี

ทำความเข้าใจก่อนว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือกลุ่มโรค NCDs แท้จริงแล้วหายขาดได้ไหม

การพิจารณาว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจะสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรมส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริบท กลุ่มโรค NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในความหมายที่ว่าร่างกายจะกลับไปเป็นปกติร้อยเปอร์เซ็นต์จนสามารถกลับไปใช้ชีวิตและมีพฤติกรรมเสี่ยงแบบเดิมได้โดยที่โรคไม่กลับมาอีก อย่างไรก็ตาม โรคกลุ่มนี้มีโอกาสก้าวเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า ระยะสงบ หรือ Remission ได้ ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายสามารถควบคุมอาการของโรคได้เป็นปกติโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาชั่วระยะเวลาหนึ่ง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตประจำวันมีส่วนช่วยในการควบคุมและจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการนำโรคเข้าสู่ระยะสงบ ในความเห็นของผม ยารักษาโรคเป็นเพียงเครื่องมือชั่วคราวที่ช่วยพยุงไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง แต่ตัวแปรที่แท้จริงที่จะตัดสินว่าโรคของคุณจะสงบลงได้หรือไม่คือวินัยในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันของคุณเอง น้อยครั้งนักที่ผมจะเห็นผู้ป่วยก้าวเข้าสู่ระยะสงบได้โดยการพึ่งพายาเพียงอย่างเดียวโดยไม่ยอมปรับเปลี่ยนอาหารหรือการออกกำลังกายเลย พฤติกรรมที่สร้างโรคก็ต้องแก้ด้วยพฤติกรรมครับ แค่นั้นเอง [1]

ระยะสงบ หรือ Remission คืออะไรและทำไมถึงเป็นเป้าหมายสูงสุดแทนการรักษาให้หายขาด

ในวงการแพทย์ยุคปัจจุบัน คำว่าหายขาด อาจไม่ถูกนำมาใช้กับโรคเรื้อรังเนื่องจากกลไกของโรคมีความซับซ้อน - และมักจะเกี่ยวพันกับระบบเผาผลาญที่เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา - แพทย์จึงหันมาใช้คำว่า ระยะสงบ แทน การทำให้โรคเข้าสู่ระยะสงบหมายความว่า ระดับน้ำตาลในเลือดสะสมหรือค่าความดันโลหิตของคุณลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติธรรมดาต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน โดยที่แพทย์สามารถพิจารณาให้ลดปริมาณยาหรือหยุดใช้ยาได้ในที่สุด เป้าหมายนี้จึงเป็นสิ่งที่จับต้องได้และคุ้มค่าที่จะพยายาม

พูดตรงๆ เลยนะ การคาดหวังยามหัศจรรย์ที่จะเสกให้โรคความดันหรือเบาหวานหายวับไปในวันเดียวเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่การพาตัวเองไปสู่ ระยะสงบ เป็นเรื่องที่ทำได้จริงและมีผู้ป่วยทำสำเร็จมาแล้วมากมาย ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ (ที่คิดว่าเมื่อโรคไม่หายขาดก็แปลว่าไม่มีประโยชน์ที่จะดูแลตัวเอง) เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยท้อถอยและปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวตามมาในภายหลัง แต่มีปัจจัยหนึ่งที่ขัดกับความรู้สึกของคนทั่วไป ซึ่งผู้ป่วยมากกว่าครึ่งมักจะมองข้ามไปในการทำให้โรคสงบลง ผมจะเฉลยเรื่องนี้อย่างละเอียดในหัวข้อเสาหลักการขับเคลื่อนด้านล่างครับ

เสาหลักในการขับเคลื่อนโรค NCDs ให้เข้าสู่ระยะสงบโดยไม่พึ่งยา

การควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดและการจำกัดแป้งขัดสี

อาหารคือยาที่ทรงพลังที่สุดในการจัดการโรคเรื้อรัง การลดละเลิกน้ำตาลทรายและแป้งขัดสีรวมถึงอาหารแปรรูปคือสิ่งแรกที่คุณต้องทำอย่างไม่มีข้อแม้ อาหารเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นการหลั่งอินซูลินอย่างรุนแรงและทำให้ระบบเผาผลาญทำงานหนักจนเกิดภาวะดื้ออินซูลินในที่สุด การเปลี่ยนมาทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ผักใบเขียว และเพิ่มสัดส่วนโปรตีนคุณภาพดีในมื้ออาหารจะช่วยรักษาเสถียรภาพของระดับน้ำตาลและลดการอักเสบภายในหลอดเลือดได้อย่างดีเยี่ยม

ลองมาดูกัน การปรับอาหาร - และนี่คือสิ่งที่หลายคนมักจะทำพลาด - ไม่ใช่การอดอาหารจนร่างกายขาดสารอาหาร แต่คือการเลือกทานสารอาหารที่มีคุณค่าแท้จริงต่อเซลล์ในร่างกายต่างหาก

การลดน้ำหนักและการจัดการดัชนีมวลกายเพื่อฟื้นฟูระบบเผาผลาญ

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การลดน้ำหนักตัวให้ได้ประมาณ 15% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการช่วยให้ระดับน้ำตาลสะสมลดลงจนเข้าสู่ ระยะสงบ[2] การลดน้ำหนักช่วยลดไขมันสะสมในช่องท้องและไขมันที่เกาะอยู่รอบตับกับตับอ่อน ทำให้เซลล์กลับมาตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของคุณจะเริ่มกลับมาเผาผลาญพลังงานได้ตามปกติเสมือนเป็นการรีเซ็ตระบบการทำงานภายในใหม่ทั้งหมด

กลับมาที่ปัจจัยสำคัญที่ขัดกับความรู้สึกของคนทั่วไปที่ผมได้เกริ่นไว้ข้างต้น สิ่งนั้นก็คือความเข้าใจผิดว่าเราต้องออกกำลังกายให้หนักที่สุดเพื่อลดน้ำหนักและรักษาโรค NCDs แต่ในความเป็นจริงแล้ว การจัดการความเครียดและการนอนหลับต่างหากที่เป็นตัวแปรควบคุมที่ทรงพลังที่สุดในการควบคุมฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้เองที่คอยขัดขวางการลดน้ำหนักและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นแม้ว่าคุณจะกินอาหารน้อยลงก็ตาม การนอนหลับที่มีคุณภาพและการผ่อนคลายจิตใจจึงเป็นเสาหลักที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด

ข้อผิดพลาดทั่วไปและคำเตือนที่ต้องระวังระว่างการปรับพฤติกรรม

เมื่อผมเริ่มหันมาปรับอาหารและควบคุมสุขภาพในช่วงแรกๆ ผมยอมรับเลยว่าทำพลาดอย่างแรง ผมตัดคาร์โบไฮเดรตและแป้งทุกชนิดเหลือศูนย์ทันทีเพราะคิดว่าจะทำให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว ผลลัพธ์คือร่างกายประท้วงจนหน้ามืดเป็นลมกลางห้องครัว เม็ดเหงื่อผุดเต็มหน้าด้วยความตกใจและเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง มันเป็นประสบการณ์ที่แย่และอันตรายมาก สุดท้ายผมถึงได้รู้ว่าการหักดิบแบบสุดโต่งมักจะนำไปสู่ความล้มเหลวและอันตรายต่อระบบร่างกายเสมอ

การออกกำลังกายก็เช่นกัน ผู้ป่วยหลายคนฝืนร่างกายไปวิ่งมาราธอนหรือยกน้ำหนักหนักๆ ทันทีทั้งที่ร่างกายยังไม่พร้อม หากคุณมีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่ออย่างรุกรามติดต่อกันนานเกิน 2 วัน นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังประท้วงและต้องการการพักผ่อน ความต่อเนื่องในการดูแลตัวเองในระยะยาวอย่างน้อย 6 เดือน ถือเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการเริ่มต้นฟื้นฟูระบบเผาผลาญ อย่าเร่งรีบจนร่างกายพังไปก่อนครับ

การเปรียบเทียบแนวทางการรักษาระหว่างการใช้ยาเพียงอย่างเดียวกับการปรับพฤติกรรมควบคู่

การจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีสองแนวทางหลักที่ส่งผลต่อโอกาสในการทำให้โรคเข้าสู่ระยะสงบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การพึ่งพายารักษาเพียงอย่างเดียว

  1. ใช้ความพยายามค่อนข้างต่ำ เพียงแค่ทานยาให้ตรงเวลาตามที่แพทย์สั่งในแต่ละวัน
  2. เห็นผลเร็ว ระดับน้ำตาลหรือความดันโลหิตลดลงสู่เกณฑ์ปกติได้ง่ายผ่านกลไกของยา
  3. ต่ำมาก ส่วนใหญ่มักต้องทานยาไปตลอดชีวิตและอาจต้องเพิ่มปริมาณยาขึ้นเรื่อยๆ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดควบคู่การรักษา

  1. ใช้ความพยายามสูงมาก ต้องอาศัยวินัยในการเลือกอาหาร ออกกำลังกาย และพักผ่อน
  2. เห็นผลช้าในช่วงแรก ร่างกายต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูระบบเผาผลาญภายใน
  3. สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีโอกาสที่แพทย์จะพิจารณาปรับลดระดับยาหรือหยุดยาได้
สรุปแล้วการกินยาเป็นสิ่งจำเป็นในการประคับประคองอาการไม่ให้ทรุดหนัก แต่การปรับพฤติกรรมคือหนทางเดียวที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกายจากต้นตอและเปิดโอกาสให้โรคเข้าสู่ระยะสงบจนไม่ต้องพึ่งยาได้ในที่สุด

เส้นทางการต่อสู้กับโรคเบาหวานของสมชาย จากเมืองเชียงใหม่

สมชาย พนักงานบริษัทวัย 45 ปีในเชียงใหม่ ตรวจพบโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และเขารู้สึกเครียดมากเพราะกลัวว่าต้องกินยาไปตลอดชีวิต พยายามหักดิบอดข้าวทันทีแต่ทำได้ไม่นานก็ตบะแตก

ความพยายามครั้งแรกล้มเหลวเพราะเขาอดอาหารมากเกินไปจนร่างกายอ่อนเพลีย ขาดพลังงานในการทำงาน แถมยังมีอาการหน้ามืดบ่อยครั้งจนเกือบจะล้มเลิกความตั้งใจและกลับไปกินยาตามเดิม

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาเลิกอดอาหารแต่เปลี่ยนมานับสัดส่วนสารอาหาร ลดแป้งขัดสี เน้นผักและโปรตีน พร้อมเดินเร็วสม่ำเสมอหลังมื้ออาหารแทนการไปวิ่งหนักๆ ที่ทำให้เจ็บเข่า

หลังจากผ่านไป 6 เดือน ผลตรวจชี้ว่าระดับน้ำตาลสะสมลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ น้ำหนักตัวลดลง 15% แพทย์จึงอนุญาตให้หยุดยาและให้เฝ้าระวังผ่านพฤติกรรมแทน

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องถัดไป

ถ้าหยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้นจะเกิดอะไรขึ้น

การหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์อันตรายมาก อาการของโรคอาจจะกำเริบขึ้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและปรับลดปริมาณยาตามผลตรวจเลือดเท่านั้น

คนผอมมีโอกาสเป็นโรคกลุ่ม NCDs ไหม

คนผอมก็เป็นโรคกลุ่มนี้ได้หากมีไขมันสะสมในช่องท้องสูงจากการกินของหวาน ของทอด หรือขาดการออกกำลังกาย พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำร้ายสุขภาพส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญได้โดยไม่เกี่ยวกับน้ำหนักตัวภายนอก

ต้องใช้เวลานานแค่ไหนโรคถึงจะเข้าสู่ระยะสงบ

ระยะเวลาแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่ส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาปรับพฤติกรรมอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ถึง 6 เดือนขึ้นไป ร่างกายจึงจะเริ่มฟื้นฟูระบบเผาผลาญให้กลับมาทำงานได้ดีอีกครั้ง

แนวคิดที่สำคัญ

ปรับพฤติกรรมคือหัวใจหลัก

การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายมีผลกับการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการนำโรคเข้าสู่ระยะสงบ [5]

หากคุณสนใจข้อมูลเพิ่มเติม ลองดู ผู้ป่วยเรื้อรัง มีอะไรบ้าง เพื่อเข้าใจการดูแลตนเองให้ดีขึ้น
อย่าหยุดยาเองเด็ดขาด

แม้เป้าหมายคือการหายหรือการหยุดยา แต่ทุกขั้นตอนต้องผ่านการประเมินและการอนุญาตจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย

ตั้งเป้าหมายลดน้ำหนักที่เหมาะสม

การลดน้ำหนักตัวให้ได้ประมาณ 15% ของน้ำหนักเริ่มต้น สามารถเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูระบบเผาผลาญและช่วยให้โรคเบาหวานสงบลงได้ [6]

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์โดยตรงได้ ภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนการรักษา การหยุดยา หรือการเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักใดๆ หากคุณมีอาการผิดปกติรุนแรงควรรีบพบแพทย์ทันที

แหล่งอ้างอิง

  • [1] Tiscoinsure - การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตประจำวันมีส่วนช่วยในการควบคุมและจัดการโรคได้สูงถึง 80% ของกระบวนการรักษาทั้งหมด
  • [2] Med - สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การลดน้ำหนักตัวให้ได้ประมาณ 15% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการช่วยให้ระดับน้ำตาลสะสมลดลงจนเข้าสู่ระยะสงบ
  • [5] Tiscoinsure - การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายมีผลกับการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสูงถึง 80% ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการนำโรคเข้าสู่ระยะสงบ
  • [6] Med - การลดน้ำหนักตัวให้ได้ประมาณ 15% ของน้ำหนักเริ่มต้น สามารถเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูระบบเผาผลาญและช่วยให้โรคเบาหวานสงบลงได้