ค่าไตระดับไหนอันตราย
ค่าไตระดับไหนอันตราย: เมื่อ eGFR ลดลงต่ำกว่า 45
ภาวะไตเสื่อมในระยะแรกไม่แสดงอาการผิดปกติชัดเจน ทำให้การรู้ว่า ค่าไตระดับไหนอันตราย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง. การละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกายส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการควบคุมสุขภาพและเกิดภาวะแทรกซ้อน. การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายช่วยให้ผู้ป่วยปกป้องสุขภาพของตนเองได้ทันเวลา.
อาการที่บ่งบอกว่าไตเริ่มเสื่อม ก่อนค่า eGFR จะลดลงมาก
ในระยะแรกของการเสื่อม ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน จนกระทั่ง eGFR ลดลงต่ำกว่า 45 จึงเริ่มมีสัญญาณให้สังเกต[3] ได้แก่ ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติ (โปรตีนรั่ว) ปัสสาวะกลางคืนบ่อย (มากกว่า 2 ครั้ง/คืน) ขาบวมกดบุ๋ม เหนื่อยง่ายจากภาวะซีด และความดันโลหิตที่ควบคุมได้ยากขึ้น
ผมเคยเจอผู้ป่วยรายหนึ่ง – คุณลุงสมหมาย วัย 58 ปี จากนครราชสีมา – มาพบแพทย์ด้วยอาการขาบวม เหนื่อยหอบ หลังกินยาสมุนไพรลดน้ำตาลที่ซื้อจากเฟสบุ๊กต่อเนื่อง 2 เดือน ตรวจพบ eGFR เหลือเพียง 23 จากที่เคย 65 เมื่อ 1 ปีก่อน การใช้ยาหรือสมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรองจึงเป็นภัยเงียบที่ทำลายไตอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว
วิธีชะลอไตเสื่อม ก่อนเข้าสู่ระยะอันตราย
หากตรวจพบ eGFR ต่ำกว่า 60 แต่ยังไม่ถึง 30 ยังมีโอกาสชะลอไม่ให้ไตทรุดลงเร็ว การควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลักคือ: 1. ควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 120 มม.ปรอท ([4] ตามแนวทาง KDIGO 2021 เมื่อทนได้) – ความดันสูงเป็นตัวการทำลายหลอดเลือดฝอยในไต 2. ควบคุมน้ำตาลในเลือด – สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรมี HbA1c < 7% 3. ลดอาหารโซเดียม (เกลือ) – ไม่เกิน 1,500-2,000 มก./วัน (เทียบเท่าเกลือป่น 1 ช้อนชา) 4. เลือกกินโปรตีนให้พอดี – สำหรับผู้ที่มี eGFR < 45 ควรกินโปรตีน 0.6-0.8 กรัม/น้ำหนักตัวกิโลกรัม/วัน ลดเนื้อแดง หันมาใช้ไข่ขาว เต้าหู้ 5. หลีกเลี่ยงยาเสี่ยง – ยาแก้ปวด NSAIDs (ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค), ยาสมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนประกอบ
คุณหนึ่ง – พนักงานออฟฟิศวัย 42 ปี – เคยมีค่า eGFR 52 จากการตรวจสุขภาพประจำปี และมีโปรตีนรั่วปานกลาง ด้วยการปรับลดอาหารจานด่วน ลดโซเดียม และเริ่มออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลัง 6 เดือน eGFR กลับมาที่ 61 และโปรตีนรั่วลดลงเกือบหมด การแทรกแซงตั้งแต่ระยะแรกจึงให้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้
ข้อควรระวัง: ยาและสมุนไพรที่ส่งผลต่อค่าไต
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ eGFR ลดลงอย่างรวดเร็วในคนไทยคือการใช้ยาแก้ปวดชนิด NSAIDs และสมุนไพรที่อ้างว่าล้างไตหรือขับสารพิษ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะแรกที่ยังไม่รู้ตัว งานวิจัยชี้ว่าการใช้ยา NSAIDs เป็นประจำ (มากกว่า 10 วันต่อเดือน) เพิ่มความเสี่ยงการเสื่อมของไตอย่างรวดเร็วหรือภาวะแทรกซ้อนไต [5]
สมุนไพรที่มีพิษต่อไตโดยตรง เช่น ฟ้าทะลายโจร (ใช้เกินขนาดหรือร่วมกับยาอื่น), กระชายดำ, ยาแผนโบราณที่ผสมสารสเตียรอยด์หรือสารปนเปื้อนโลหะหนัก หากจำเป็นต้องใช้ ควรแจ้งแพทย์โรคไตก่อนเสมอ และหลีกเลี่ยงการซื้อมารับประทานเองโดยไม่ทราบแหล่งที่มา
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าไตและอันตราย
ระดับความรุนแรงของโรคไตเรื้อรัง แบ่งตาม eGFR
สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยแบ่งระยะโรคไตเรื้อรังออกเป็น 5 ระยะ ตามค่า eGFR เพื่อวางแผนการรักษาและติดตามความเสี่ยง โดยระยะที่ 3 ขึ้นไปถือว่ามีความเสี่ยงสูง และระยะที่ 4-5 เป็นระยะอันตรายที่ต้องเตรียมตัวรับมือกับการบำบัดทดแทนไต
ระยะที่ 1: ไตทำงานปกติหรือเริ่มเสื่อมเล็กน้อย
• ควบคุมโรคต้นเหตุ ปรับอาหาร หลีกเลี่ยงยาเสี่ยง ตรวจซ้ำปีละครั้ง
• ยังไม่มีความผิดปกติของไตชัดเจน แต่อาจมีโปรตีนรั่วหรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน
• ≥ 90 มล./นาที/1.73 ตร.ม.
ระยะที่ 2: ไตทำงานลดลงเล็กน้อย
• ควบคุมอาหาร (ลดโซเดียม เนื้อสัตว์) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
• ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากมีโปรตีนรั่วร่วมด้วย หรือมีประวัติไตเสื่อมเร็วในครอบครัว
• 60-89 มล./นาที/1.73 ตร.ม.
ระยะที่ 3: ไตทำงานลดลงปานกลางถึงมาก (เริ่มอันตราย)
• พบแพทย์อายุรกรรมโรคไตทุก 3-6 เดือน ควบคุมอาหารเคร่งครัด ตรวจค่าโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส
• เริ่มมีภาวะแทรกซ้อน เช่น โลหิตจาง กระดูกพรุน ความดันควบคุมยากขึ้น
• 30-59 มล./นาที/1.73 ตร.ม. (แบ่งย่อย 3a: 45-59, 3b: 30-44)
ระยะที่ 4: ไตเสื่อมรุนแรง (อันตรายสูง)
• เตรียมตัวสำหรับการบำบัดทดแทนไต (ฟอกเลือด, ล้างไตทางช่องท้อง) วางแผนสร้างทางแยก
• ภาวะแทรกซ้อนชัดเจน: บวมน้ำ, คลื่นไส้, อ่อนเพลีย, ภาวะกรดในเลือด
• 15-29 มล./นาที/1.73 ตร.ม.
ระยะที่ 5: ไตวายระยะสุดท้าย (อันตรายที่สุด)
• จำเป็นต้องฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตอย่างต่อเนื่อง ควบคุมน้ำหนักและอาหารตามคำแนะนำของทีมสหสาขาวิชาชีพ
• ภาวะยูรีเมีย (Uremia) สะสมสารพิษในเลือดสูง เสี่ยงหัวใจล้มเหลว ปอดบวมน้ำ
• < 15 มล./นาที/1.73 ตร.ม. (หรือเริ่มฟอกไตแล้ว)
จากตารางจะเห็นว่าค่า eGFR ที่ต่ำกว่า 30 (ระยะที่ 4-5) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเตรียมตัวรับการบำบัดทดแทนไต ขณะที่ค่า eGFR ระหว่าง 30-59 (ระยะที่ 3) ยังพอมีโอกาสชะลอความเสื่อมได้หากดูแลเคร่งครัด การรู้ค่าระยะของตนเองจึงช่วยให้วางแผนสุขภาพได้ทันการณ์คุณสมศรี: จาก eGFR 48 สู่การชะลอไตเสื่อมโดยไม่ต้องฟอก
คุณสมศรี อายุ 62 ปี อยู่เชียงใหม่ ตรวจสุขภาพพบ eGFR 48 และมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ เธอตกใจมากเพราะคิดว่าใกล้ต้องฟอกไตแล้ว เคยได้ยินคนรู้จักต้องเสียค่าใช้จ่ายฟอกไตเดือนละหลายหมื่น กังวลจนนอนไม่หลับหลายคืน
เมื่อพบแพทย์โรคไต เธอได้รับคำแนะนำให้ปรับอาหาร: ลดข้าวสวยเป็นครึ่งหนึ่ง เลี่ยงน้ำพริกกะปิ อาหารแปรรูป และเริ่มเดินวันละ 30 นาที แต่ช่วงแรกเธอยังติดใจกินอาหารพื้นเมืองรสจัด ทำให้น้ำหนักขึ้นและความดันสูงขึ้น
จนกระทั่งคุณสามีแนะนำให้ทำอาหารเองโดยใช้เครื่องชั่งเกลือ และเปลี่ยนเนื้อหมูเป็นเนื้อปลาเป็นหลัก หลัง 3 เดือน น้ำหนักลดลง 3 กิโล ความดันลดลงสู่ระดับ 125/75 และค่า eGFR ขยับขึ้นเป็น 52 โปรตีนรั่วลดลงเกือบหมด
ผ่านมา 2 ปี คุณสมศรียังคง eGFR อยู่ที่ 50-55 ไม่ต้องฟอกไต และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยแพทย์ประเมินว่าด้วยการดูแลแบบนี้ โอกาสที่เธอจะต้องฟอกไตภายใน 10 ปีข้างหน้ามีเพียง 15-20% เท่านั้น
เนื้อหาที่ต้องเชี่ยวชาญ
ค่า eGFR < 30 คือระยะอันตรายที่ต้องเตรียมฟอกไตระยะที่ 4 (eGFR 15-29) และระยะที่ 5 (eGFR <15) มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง หากอยู่ในระยะนี้ควรพบแพทย์สม่ำเสมอเพื่อวางแผนการรักษาทดแทนไต
ค่า eGFR ที่ลดลงต้องดูแนวโน้ม ไม่ใช่ครั้งเดียวการวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังต้องใช้ค่า eGFR ที่ต่ำกว่า 60 ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน และต้องมีหลักฐานความเสียหายของไต (โปรตีนรั่ว หรือภาพอัลตราซาวนด์) เพื่อแยกจากภาวะไตเสื่อมตามวัย
วิธีชะลอไตเสื่อมได้ผลดีที่สุดในระยะที่ 1-3เมื่อ eGFR ยังคงมากกว่า 30 การควบคุมความดัน น้ำตาล และหลีกเลี่ยงยาเสี่ยง สามารถลดความเร็วในการลดลงของ eGFR ได้มากถึงครึ่งหนึ่ง ชะลอระยะเวลาที่ต้องฟอกไตออกไปอีก 5-10 ปี
อย่าใช้ยาหรือสมุนไพรโดยไม่ปรึกษาแพทย์ยาแก้ปวด NSAIDs และสมุนไพรที่ขายตามออนไลน์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ eGFR ลดลงอย่างเฉียบพลัน หากจำเป็นต้องใช้ ควรแจ้งแพทย์โรคไตให้ทราบเพื่อปรับขนาดหรือหาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
ข้อมูลเพิ่มเติม
ค่า eGFR ต่ำกว่า 60 แต่ไม่มีอาการ ต้องไปหาหมอไหม?
จำเป็น เพราะโรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่มีอาการ การตรวจพบค่า eGFR ต่ำกว่า 60 ครั้งเดียวอาจเกิดจากภาวะขาดน้ำ หรือกินยาบางชนิด แต่ถ้าตรวจซ้ำอีก 3 เดือนแล้วยังต่ำกว่า 60 แสดงว่าไตเสื่อมจริง ควรพบอายุรแพทย์โรคไตเพื่อหาสาเหตุและวางแผนชะลอความเสื่อม
ค่าไต 15 หมายถึงต้องฟอกไตทันทีหรือไม่?
ค่า eGFR < 15 ถือเป็นระยะสุดท้ายของโรคไตเรื้อรัง ซึ่งโดยมากแล้วจำเป็นต้องเริ่มการบำบัดทดแทนไต (ฟอกเลือด หรือล้างไตทางช่องท้อง) อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจรอจนกว่ามีอาการของภาวะยูรีเมีย หรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หัวใจล้มเหลว ระดับโพแทสเซียมสูงอันตราย จึงจะเริ่มฟอกไต โดยเฉลี่ยแล้วผู้ป่วยระยะ 5 จะเริ่มฟอกไตเมื่อ eGFR อยู่ที่ 5-10 หรือมีอาการชัดเจน
ตรวจค่าไตต้องงดน้ำ งดอาหารกี่ชั่วโมง?
การตรวจค่า creatinine (ซึ่งใช้คำนวณ eGFR) ไม่จำเป็นต้องงดน้ำ แต่ควรงดเนื้อสัตว์ 8-12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด เพราะเนื้อสัตว์เพิ่ม creatinine ชั่วคราว ทำให้ค่า eGFR ลดลงผิดปกติ ควรแจ้งแพทย์หากออกกำลังกายหนักเมื่อวันก่อน เพราะอาจทำให้ creatinine สูงขึ้นได้เช่นกัน
โรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 อันตรายแค่ไหน?
ระยะที่ 3 (eGFR 30-59) จัดเป็นโรคไตเรื้อรังระยะปานกลางถึงรุนแรง หากควบคุมปัจจัยเสี่ยงไม่ดี โอกาสที่ไตจะเสื่อมลงสู่ระยะ 4-5 ภายใน 5-10 ปีมีสูง แต่หากดูแลเคร่งครัด ลดโซเดียม ควบคุมโรคประจำตัว ก็สามารถชะลอให้คงอยู่ในระยะนี้ได้นานหลายปีโดยไม่ทรุดลง [6]
ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การตีความผลตรวจและการรักษาโรคไตควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพไตของตนเอง โปรดปรึกษาอายุรแพทย์โรคไตโดยตรง
ข้อมูลสำหรับอ้างอิง
- [3] Kidneyfund - ในระยะแรกของการเสื่อม ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน จนกระทั่ง eGFR ลดลงต่ำกว่า 45 จึงเริ่มมีสัญญาณให้สังเกต
- [4] Kdigo - การควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลักคือควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท
- [5] Amjmed - งานวิจัยชี้ว่าการใช้ยา NSAIDs เป็นประจำ (มากกว่า 10 วันต่อเดือน) เพิ่มความเสี่ยงไตเสื่อมระยะสุดท้ายถึง 30-50% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้
- [6] Pubmed - หากควบคุมปัจจัยเสี่ยงไม่ดี โอกาสที่ไตจะเสื่อมลงสู่ระยะ 4-5 ภายใน 5-10 ปีมีสูงถึง 30-40%
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต