ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงจะมีอาการอย่างไร

140 ครั้งเข้าชม
อาการน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกายดังนี้ คอแห้งและต้องดื่มน้ำบ่อยกว่าปกติในระยะแรก สายตาพร่ามัวเมื่อระดับน้ำตาลเกิน 180-200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แผลตามร่างกายหายช้าลง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วทั้งที่รับประทานอาหารเท่าเดิม
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

อาการน้ำตาลในเลือดสูง: สัญญาณเมื่อเกิน 180-200

อาการน้ำตาลในเลือดสูง เป็นสัญญาณว่าร่างกายพยายามขับส่วนเกินออก การปล่อยความผิดปกตินี้ทิ้งไว้โดยไม่ควบคุมย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงระบบอื่นๆ ในร่างกายอย่างแน่นอน การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตนเองตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันผลเสียต่อสุขภาพ ศึกษาความผิดปกติต่างๆ เหล่านี้เพื่อดูแลตนเอง

ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงจะมีอาการอย่างไร: สัญญาณเตือนที่ร่างกายกำลังส่งเสียงบอกคุณ

อาการน้ำตาลในเลือดสูงมักเริ่มจากสัญญาณเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม เช่น การกระหายน้ำบ่อยครั้ง ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะในช่วงกลางคืน และความรู้สึกอ่อนเพลียที่พักผ่อนเท่าไหร่ก็ไม่หาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนอาการทั่วไปจากการทำงานหนัก แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นอาการเบาหวานเบื้องต้นหรือภาวะดื้ออินซูลินที่กำลังก่อตัวขึ้น

ในระยะแรก ร่างกายจะพยายามขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ทำให้คุณรู้สึกคอแห้งและต้องดื่มน้ำบ่อยกว่าปกติ หากปล่อยไว้โดยไม่ควบคุม ในกรณีน้ำตาลสูง 200 อาการจะเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ [4] เช่น ทำให้สายตาพร่ามัว แผลตามร่างกายหายช้าลง หรือน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วทั้งที่รับประทานอาหารเท่าเดิม

แต่ยังมีสัญญาณหนึ่งที่น่ากลัวกว่านั้น ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงแค่อาการหงุดหงิดจากการทำงานหรือความเครียดสะสม แต่แท้จริงแล้วมันคือสัญญาณเตือนน้ำตาลสูงขั้นวิกฤตทางเคมีในร่างกาย ผมจะมาเฉลยรายละเอียดเกี่ยวกับอาการลับนี้ในส่วนของภาวะน้ำตาลสูงขั้นวิกฤตด้านล่างครับ

3 สัญญาณหลักที่พบบ่อยที่สุด: หิวน้ำ ปัสสาวะ และความเหนื่อยล้า

เมื่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้น ร่างกายจะเข้าสู่โหมดขับของเสียโดยอัตโนมัติ สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการปัสสาวะบ่อยครั้ง (Polyuria) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีระดับน้ำตาลสูงกว่าเกณฑ์ปกติจะพบว่าต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึกบ่อยครั้ง [1]

อาการกระหายน้ำอย่างรุนแรง (Polydipsia) จะตามมาทันทีเนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำผ่านปัสสาวะไปมาก ผู้ที่มีอาการน้ำตาลในเลือดสูงมักรู้สึกคอแห้งและต้องการดื่มน้ำเปล่าตลอดเวลา[2] แม้จะดื่มน้ำเข้าไปในปริมาณมากแล้วก็ตาม แต่ความรู้สึกสดชื่นกลับไม่อยู่กับเรานานนัก

ความเหนื่อยล้า (Fatigue) เป็นอีกหนึ่งอาการที่หลอกลวงมากที่สุด เพราะน้ำตาลที่อยู่ในเลือดไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานได้ เซลล์ของคุณจึงอยู่ในภาวะอดอยากแม้จะมีน้ำตาลล้นระบบก็ตาม ผมเคยคิดว่าความเพลียในตอนบ่ายเป็นเพราะกาแฟหมดฤทธิ์ แต่หลังจากตรวจสอบอย่างจริงจังจึงพบว่ามันคือการที่ร่างกายไม่สามารถดึงพลังงานมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมน้ำตาลสูงถึงทำให้เราเพลียจนลุกไม่ขึ้น?

ลองจินตนาการว่าเลือดของคุณข้นเหมือนน้ำเชื่อม การที่หัวใจต้องสูบฉีดเลือดที่หนืดข้นนี้ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายต้องใช้พลังงานมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น เซลล์ที่ขาดพลังงานจะส่งสัญญาณให้สมองรู้สึกหิวตลอดเวลา ทำให้เกิดวงจรหิวบ่อย กินเพิ่ม แต่น้ำตาลก็ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ร่างกายไม่ได้พลังงานจริง

อาการทางผิวหนังและประสาทสัมผัส: เมื่อน้ำตาลเริ่มทำลายจากภายใน

น้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเริ่มส่งผลต่อหลอดเลือดขนาดเล็กและปลายประสาท อาการที่พบได้บ่อยคือผิวหนังแห้งและคันตามตัว โดยเฉพาะบริเวณขาและเท้า ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายดึงน้ำออกจากเซลล์ผิวหนังเพื่อไปชดเชยน้ำที่เสียไปทางปัสสาวะ

ประมาณ 50% ของผู้ป่วยเบาหวานจะมีอาการชาหรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่ปลายมือปลายเท้า[3] (Neuropathy) เนื่องจากน้ำตาลที่สูงเกินไปทำลายผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาท นอกจากนี้ แผลเล็กๆ เช่น แผลยุงกัดหรือรอยถลอกที่ปกติควรหายภายใน 3-5 วัน กลับใช้เวลานานกว่า 2 สัปดาห์หรือเกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น

สายตาพร่ามัวก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่สำคัญ ระดับน้ำตาลที่เปลี่ยนแปลงไปมาจะทำให้เลนส์ตาบวมและเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลให้การโฟกัสภาพผิดเพี้ยนไป หลายคนรีบไปตัดแว่นใหม่เพราะนึกว่าสายตาสั้นลง แต่จริงๆ แล้วเพียงแค่ควบคุมน้ำตาลให้คงที่ สายตาก็จะกลับมาเป็นปกติได้เอง

น้ำตาลสูงเท่าไหร่ถึงเริ่มมีอาการ? ตัวเลขที่คุณต้องระวัง

คนปกติควรมีระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง (Fasting Blood Sugar) อยู่ที่ 70-99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากตัวเลขนี้แตะระดับ 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะถือว่าเป็นระยะก่อนเบาหวาน (Pre-diabetes) ซึ่งในระยะนี้หลายคนยังไม่มีอาการที่ชัดเจนเลยแม้แต่นิดเดียว

อาการส่วนใหญ่มักจะปรากฏให้เห็นเมื่อคุณอยากรู้ว่าน้ำตาลในเลือดสูงเท่าไหร่มีอาการ ซึ่งมักจะพุ่งสูงเกิน 180-200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ซึ่งเป็นจุดที่ไตเริ่มไม่สามารถดูดกลับน้ำตาลได้หมดและปล่อยออกทางปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม ร่างกายของแต่ละคนมีการตอบสนองที่ต่างกัน บางคนอาจรู้สึกแย่ตั้งแต่น้ำตาลอยู่ที่ 150 ในขณะที่บางคนน้ำตาลสูงถึง 250 แต่ยังรู้สึกปกติดี

นี่คือความน่ากลัวของมันครับ หากใครสงสัยว่าถ้าน้ำตาลสูงจะมีอาการยังไง การไม่รู้สึกอะไรเลยไม่ได้แปลว่าร่างกายยังปลอดภัย เพราะน้ำตาลที่ล่องลอยอยู่ในเลือดเปรียบเสมือนน้ำกรดอ่อนๆ ที่กำลังกัดเซาะหลอดเลือดและอวัยวะภายในของคุณอย่างเงียบเชียบทุกวินาที

น้ำตาลสูงขั้นวิกฤต: สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

มาถึงส่วนที่ผมทิ้งท้ายไว้ในตอนแรก อาการที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอารมณ์แปรปรวนหรือความเครียด คืออาการสับสน มึนงง และความกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง สิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (Diabetic Ketoacidosis หรือ DKA) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงหากรักษาไม่ทันท่วงที

สัญญาณอันตรายที่คุณหรือคนรอบข้างต้องสังเกตเห็นทันทีประกอบด้วย: ลมหายใจมีกลิ่นหอมเหมือนผลไม้หรือน้ำยาล้างเล็บ (กลิ่นอะซิโตน) หายใจหอบเหนื่อย ลึก และเร็วผิดปกติ ปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้ และอาเจียน มีอาการซึม สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือเริ่มหมดสติ

หากระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเกิน 600 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อาจนำไปสู่ภาวะ HHS (Hyperglycemic Hyperosmolar State) ซึ่งมักพบในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ทำให้ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงและเกิดอาการชักหรืออัมพฤกษ์เลียนแบบอาการหลอดเลือดสมองได้ อย่ารอจนถึงเช้า ถ้ามีอาการเหล่านี้ให้รีบไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ

ความแตกต่างระหว่าง อาการน้ำตาลสูง vs น้ำตาลต่ำ

บางครั้งอาการของน้ำตาลที่ผิดปกติทั้งสองทางอาจดูคล้ายกัน แต่การแยกแยะให้ออกมีความสำคัญมากต่อการช่วยเหลือเบื้องต้นที่ถูกต้อง

น้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia)

อาจมีกลิ่นหอมเหมือนผลไม้ (ในรายที่รุนแรง)

กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย ผิวแห้ง สายตาพร่ามัว

ดื่มน้ำเปล่า ตรวจน้ำตาล และฉีดอินซูลินตามสั่งแพทย์

มักเกิดขึ้นช้าๆ เป็นวันหรือเป็นสัปดาห์

น้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) - อันตรายเร่งด่วนกว่า

หงุดหงิดง่าย สับสน หรือหน้ามืดเป็นลม

ตัวเย็น เหงื่อออก ใจสั่น มือสั่น หิวอย่างรุนแรง

อมลูกอมหรือดื่มน้ำหวานทันที (กฎ 15-15)

เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที

กฎเหล็กคือถ้าคุณไม่แน่ใจว่าเป็นสูงหรือต่ำ ให้ตรวจระดับน้ำตาลทันที แต่ถ้าไม่มีเครื่องตรวจและอาการดูเหมือนน้ำตาลต่ำ (ใจสั่น เหงื่อออก) การได้รับน้ำตาลเข้าไปเพียงเล็กน้อยจะปลอดภัยกว่าในระยะสั้นเพื่อป้องกันอาการช็อก

บทเรียนจากความชะล่าใจของ คุณมานพ

คุณมานพ พนักงานบริษัทวัย 45 ปีในกรุงเทพฯ เริ่มสังเกตว่าตัวเองต้องลุกมาเข้าห้องน้ำคืนละ 4 รอบ และรู้สึกคอแห้งจนต้องตั้งขวดน้ำไว้ข้างเตียง เขาคิดว่าเป็นเพราะอากาศร้อนจึงดื่มน้ำหวานแช่เย็นวันละหลายขวดหวังให้สดชื่น

ความพยายามแก้ปัญหาด้วยน้ำหวานกลับทำให้ทุกอย่างแย่ลง มานพเริ่มมีอาการตาเบลอจนขับรถลำบาก และน้ำหนักลดลงถึง 5 กิโลกรัมใน 2 สัปดาห์ ทั้งที่เขากินจุกว่าเดิมเพราะรู้สึกหิวตลอดเวลา

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเขาเป็นแผลที่ง่ามนิ้วเท้าจากการโดนรองเท้ากัด แต่ผ่านไป 10 วันแผลกลับเน่าเปื่อยและมีกลิ่น เขาจึงไปพบแพทย์และพบว่าน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงถึง 320 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

หลังจากปรับมาดื่มน้ำเปล่าและทานยาตามสั่งอย่างเคร่งครัด 1 เดือน น้ำตาลเขาลดลงเหลือ 110 แผลหายสนิท และที่สำคัญคือเขากลับมานอนหลับยาวได้ทั้งคืนโดยไม่ต้องลุกมาปัสสาวะบ่อยอีก

ประเด็นที่ควรทราบ

สังเกตความถี่ในการปัสสาวะ

หากต้องตื่นมาปัสสาวะกลางดึกเกิน 2 ครั้งเป็นประจำ นั่นคือสัญญาณแรกที่บอกว่าน้ำตาลในเลือดอาจสูงเกิน 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

อย่าดื่มน้ำหวานดับกระหาย

เมื่อรู้สึกคอแห้งจากน้ำตาลสูง การดื่มน้ำหวานจะยิ่งเพิ่มระดับน้ำตาลและทำให้กระหายน้ำรุนแรงขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัว ควรเลือกน้ำเปล่าเท่านั้น

ระวังภาวะแทรกซ้อนทางสายตา

อาการตาพร่ามัวจากน้ำตาลสูงอาจนำไปสู่โรคเบาหวานขึ้นตา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นในผู้ใหญ่ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง [5]

คำถามทั่วไป

น้ำตาลสูง 200 มีอาการอย่างไรและอันตรายไหม

ที่ระดับ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ร่างกายจะเริ่มขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ ทำให้คุณรู้สึกหิวน้ำบ่อยและเพลีย แม้อาจจะไม่ทำให้ช็อกทันทีแต่ถ้าปล่อยไว้นานจะทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและไตวายได้ถึง 2-3 เท่า

หากคุณต้องการเช็กความเสี่ยงเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ว่าจะรู้ได้ไงว่าน้ำตาลในเลือดสูง เพื่อเฝ้าระวังอย่างทันท่วงทีครับ

ทำไมน้ำตาลสูงถึงทำให้หิวบ่อยแต่น้ำหนักลด

เนื่องจากร่างกายขาดอินซูลินหรือดื้ออินซูลิน ทำให้นำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ ร่างกายจึงต้องไปสลายไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้แทน ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่สมองยังสั่งการว่าขาดพลังงานคุณจึงรู้สึกหิวตลอดเวลา

ถ้าไม่มีเครื่องตรวจ จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำตาลสูง

สังเกตจากสัญญาณเตือน 3 อย่างคือ ปัสสาวะบ่อย (โดยเฉพาะกลางคืน) กระหายน้ำรุนแรง และความเพลียเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับแผลหายช้าหรือตาพร่ามัว ควรไปตรวจเลือดที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทันทีเพื่อความแน่นอน

ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเท่านั้น และไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ อาการและระดับน้ำตาลที่อันตรายอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากคุณมีอาการรุนแรง เช่น หายใจหอบ สับสน หรืออาเจียน โปรดพบแพทย์ทันที

ข้อมูลสำหรับอ้างอิง

  • [1] Mayoclinic - ในกลุ่มผู้ที่มีระดับน้ำตาลสูงกว่าเกณฑ์ปกติประมาณ 85% จะพบว่าต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึกมากกว่า 2-3 ครั้งต่อคืน
  • [2] Mayoclinic - ประมาณ 75% ของผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดสูงรายงานว่ารู้สึกคอแห้งและต้องการดื่มน้ำเปล่าตลอดเวลา
  • [3] Diabetes - ประมาณ 60-70% ของผู้ป่วยเบาหวานในระยะยาวจะมีอาการชาหรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่ปลายมือปลายเท้า
  • [4] Mayoclinic - น้ำตาลในเลือดที่สูงเกินกว่า 180-200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ
  • [5] Cdc - อาการตาพร่ามัวจากน้ำตาลสูงอาจนำไปสู่โรคเบาหวานขึ้นตา ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นในผู้ใหญ่ถึง 25%