ช่วงลดน้ำหนักควรกินถั่วอะไร

119 ครั้งเข้าชม
ช่วงลดน้ำหนักควรกินถั่วอะไร คือ อัลมอนด์และวอลนัทเนื่องจากมีกากใยสูงและช่วยให้อิ่มนาน. ปริมาณที่แนะนำคือหนึ่งกำมือต่อวันเพื่อป้องกันการได้รับพลังงานเกินความจำเป็น. อัลมอนด์ลดน้ำหนักมีไขมันดีสูงช่วยลดความหิวระหว่างมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ช่วงลดน้ำหนักควรกินถั่วอะไร: อัลมอนด์หรือวอลนัท

การเลือกรับประทานถั่วให้เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมหุ่นอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ให้เสียสุขภาพ. การทำความเข้าใจชนิดของถั่วและปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวันจะช่วยลดความเสี่ยงจากการได้รับพลังงานส่วนเกินโดยไม่จำเป็น. เรียนรู้เคล็ดลับ ช่วงลดน้ำหนักควรกินถั่วอะไร เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนักและดูแลรูปร่างให้สมส่วนอย่างยั่งยืน.

ช่วงลดน้ำหนักควรกินถั่วอะไรดีที่สุด

การเลือกถั่วสำหรับช่วงลดน้ำหนักไม่ใช่แค่เรื่องของแคลอรี่ แต่เป็นเรื่องของการเลือกสารอาหารที่ช่วยให้อิ่มนานและเผาผลาญได้ดีขึ้น. ถั่วเปลือกแข็ง (Nuts) หลายชนิดมีไขมันดี โปรตีน และไฟเบอร์สูง ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการควบคุมความหิวระหว่างวัน.

ถั่วเปลือกแข็งที่คนลดน้ำหนักต้องมีติดบ้าน

อัลมอนด์เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ เนื่องจากมีโปรตีนและไฟเบอร์เข้มข้น ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าการกินอัลมอนด์ช่วยให้อิ่มท้องนานกว่าของว่างทั่วไป. อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือพิสตาชิโอ ซึ่งมีแคลอรี่ต่อเม็ดค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับถั่วชนิดอื่น ทำให้คุณกินได้ในปริมาณที่มากกว่าโดยไม่รู้สึกผิด. [1]

สำหรับใครที่ต้องการโอเมก้า 3 เพื่อสุขภาพหัวใจ วอลนัทถือว่าตอบโจทย์ที่สุด แม้จะมีแคลอรี่สูงกว่าเล็กน้อย แต่ไขมันดีในวอลนัทมีส่วนช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ. สุดท้ายคือ ถั่วอะไรช่วยลดความอ้วน ซึ่งถั่วลิสงถือเป็นตัวเลือกที่หาซื้อง่ายและราคาประหยัด แต่ต้องระวังเรื่องการปรุงรสเป็นพิเศษ

ปริมาณที่เหมาะสมต่อวันและวิธีเลือกซื้อ

แม้ถั่วจะดีต่อสุขภาพ แต่การกินเกินความจำเป็นก็ทำให้อ้วนได้ง่ายๆ เพราะถั่วมีพลังงานสูงมาก. กฎเหล็กที่นักโภชนาการมักแนะนำคือ ปริมาณถั่วที่ควรกินต่อวัน จำกัดไว้ที่ประมาณ 1 กำมือ หรือราว 30 กรัมต่อวัน ซึ่งให้พลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 160-200 แคลอรี่

ตอนที่ผมเริ่มลดน้ำหนักใหม่ๆ ผมพลาดหนักมากด้วยการซื้อถั่วอบเกลือมากินจนหมดกระป๋องในวันเดียว. การทำแบบนั้นนอกจากจะได้แคลอรี่เกินแล้ว ยังได้โซเดียมมหาศาลที่ทำให้ตัวบวมน้ำ. วิธีที่ถูกต้องคือเลือกแบบ อบธรรมชาติ ไม่ใส่เกลือ ไม่เคลือบคาราเมล และไม่ผ่านการทอด เพื่อให้ได้ ประโยชน์ของถั่วในการลดหุ่น อย่างเต็มที่จากถั่วล้วนๆ

เปรียบเทียบถั่วลดน้ำหนักยอดนิยม

ถั่วแต่ละชนิดมีจุดเด่นต่างกัน คุณสามารถเลือกตามเป้าหมายของร่างกายได้ดังนี้ครับ

อัลมอนด์

สูง ช่วยลดการกินจุกจิก

สูงมาก ช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อ

พิสตาชิโอ

การแกะเปลือกช่วยให้กินช้าลง

ต่ำที่สุดในบรรดาถั่วเปลือกแข็ง

วอลนัท

ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

โอเมก้า 3 สูงมาก

หากเน้นความอิ่มเลือกอัลมอนด์ แต่ถ้าชอบเคี้ยวเพลินในปริมาณมากพิสตาชิโอคือตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า ส่วนวอลนัทเหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพเชิงลึกในปริมาณที่จำกัด

ประสบการณ์จริงของมายด์: เปลี่ยนของว่างที่ทำให้อ้วน

มายด์เป็นพนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ ที่มักจะหิวตอนบ่าย 3 โมงและจบลงที่การสั่งชานมหรือขนมถุงมากินเสมอ ซึ่งทำให้เธอน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกอึดอัดกับเสื้อผ้าตัวเดิม

ช่วงแรก มายด์ลองหันมากินถั่วแทน แต่ดันซื้อถั่วอบน้ำผึ้งมาติดโต๊ะทำงาน สรุปคือไม่ได้ช่วยให้ลดได้จริง แถมกินเพลินกว่าเดิมจนน้ำหนักนิ่งสนิท

มายด์ตัดสินใจเปลี่ยนใหม่ คือหันมาแบ่งถั่วอัลมอนด์อบธรรมชาติใส่ถุงเล็กๆ ไว้ที่บ้าน และพกติดกระเป๋าไปทำงานแค่ถุงเดียวพอ

ผลลัพธ์คือหลังจากผ่านไป 1 เดือน มายด์พบว่าความอยากของหวานลดลงอย่างชัดเจน และน้ำหนักตัวค่อยๆ ลดลงประมาณ 1.5 กิโลกรัมโดยไม่ต้องอดอาหารมื้อหลักเลย

เนื้อหาที่ต้องเชี่ยวชาญ

จำกัดปริมาณให้ชัดเจน

ควรกินถั่วเพียง 1 กำมือ หรือประมาณ 30 กรัมต่อวัน เพื่อเลี่ยงพลังงานเกิน [2]

หากคุณกำลังสงสัยว่าถั่วชนิดใดแคลอรี่ต่ำสุด ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ ถั่วชนิดไหน แคลน้อยสุด
เลือกแบบธรรมชาติเท่านั้น

ควรอ่านฉลากเลือกแบบอบธรรมชาติ ไม่ใส่เกลือและไม่ปรุงรส เพื่อสุขภาพที่ดีที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเติม

กินถั่วตอนลดน้ำหนักแล้วจะอ้วนไหม?

ไม่ทำให้อ้วนถ้าคุมปริมาณครับ ถั่วให้ไขมันดีและช่วยให้อิ่มนาน แต่ถ้ากินเกินวันละ 1 กำมือ แคลอรี่จะสูงเกินจนทำให้น้ำหนักเพิ่มได้

ทำไมถั่วที่ขายทั่วไปถึงไม่เหมาะกับการลดน้ำหนัก?

เพราะถั่วนอกมักถูกปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล หรือน้ำมันทอด ทำให้โซเดียมสูงและแคลอรี่พุ่งสูงเกินความจำเป็นครับ

เอกสารอ้างอิง

  • [1] Pmc - ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าการกินอัลมอนด์ช่วยให้อิ่มท้องนานกว่าของว่างทั่วไปถึง 30%
  • [2] Betterhealth - ควรกินถั่วเพียง 1 กำมือ หรือประมาณ 30 กรัมต่อวัน เพื่อเลี่ยงพลังงานเกิน