โรค NCDs หมายถึง และมีวิธีการป้องกันอย่างไร

138 ครั้งเข้าชม
โรค NCDs หมายถึง และมีวิธีการป้องกันอย่างไร คือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต ลดการทานน้ำตาลที่ปัจจุบันเฉลี่ยสูงถึง 20 ช้อนชาต่อวัน ควบคุมโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เลี่ยงการนั่งทำงานนานเกิน 8 ชั่วโมงโดยไม่ขยับร่างกาย
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โรค NCDs หมายถึง และมีวิธีการป้องกันอย่างไร? ปรับพฤติกรรมเสี่ยง

โรค NCDs หมายถึง และมีวิธีการป้องกันอย่างไร เป็นความรู้พื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยรุนแรงในระยะยาว พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและไตโดยตรง การปรับพฤติกรรมนิสัยการกินและการขยับร่างกายสร้างสุขภาพที่ดีและยั่งยืน การเรียนรู้วิธีดูแลตนเองอย่างถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนเพื่อป้องกันผลกระทบต่อชีวิต

โรค NCDs หมายถึง และมีวิธีการป้องกันอย่างไร: ทำความรู้จักกับเพชฌฆาตเงียบในร่างกายคุณ

โรค NCDs (Non-Communicable Diseases) หมายถึง กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อหรือเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมสะสมเป็นเวลานานจนส่งผลเสียต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการปรับพฤติกรรมผ่าน วิธีป้องกันโรค NCDs 3อ. 2ส. ซึ่งเน้นการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอย่างบุหรี่และแอลกอฮอล์

สถิติปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า โรค NCDs เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในประชากรไทย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 77% ของยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดในแต่ละปี[1] หรือคิดเป็นจำนวนมากกว่า 400,000 คนต่อปี ตัวเลขนี้สะท้อนว่านี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นวิกฤตสุขภาพที่คนวัยทำงานและผู้สูงอายุต้องเผชิญเหมือนกันหมด การเข้าใจที่มาของโรคจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการรักษาชีวิตของเราไว้

ผมเคยคิดว่าโรคพวกนี้เป็นเรื่องของคนแก่เท่านั้น (และผมเชื่อว่าคุณก็อาจจะเคยคิดแบบนั้น) แต่ความจริงที่น่าตกใจคือคนรุ่นใหม่ในวัยยี่สิบปลายๆ เริ่มถูกวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานและกรดไหลย้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความละเลยเพียงเล็กน้อยในวันนี้ - เช่น การสั่งชานมไข่มุกหวานร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกวัน - กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันทำงานในอนาคตอันใกล้

กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่คนไทยเป็นมากที่สุด

เมื่อพูดถึง NCDs เราไม่ได้หมายถึงโรคเดียว แต่หมายถึงกลุ่มโรคที่เกื้อหนุนกันและมักเกิดขึ้นพร้อมกันในคนคนเดียวหากไม่ดูแลตัวเองให้ดีพอ โดยโรคที่พบมากที่สุด ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งชนิดต่างๆ

ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากกว่า 13-14 ล้านคน และมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากปล่อยไว้โดยไม่ควบคุม ความดันที่สูงต่อเนื่องจะทำลายผนังหลอดเลือด นำไปสู่สภาวะหัวใจวายหรืออัมพฤกษ์ได้ในเวลาไม่กี่นาที การตรวจเช็คความดันโลหิตสม่ำเสมอจึงเป็นวิธีเดียวที่จะรู้เท่าทัน เพราะโรคนี้มักไม่มีอาการเตือนใดๆ เลย [2]

น่ากลัวใช่ไหมล่ะ? ความจริงที่เจ็บปวดคือ หลายคนรู้ตัวเมื่อสายเกินไปแล้ว การต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับการกินยาวันละหลายสิบเม็ดไม่ใช่เรื่องสนุกเลย น้อยครั้งนักที่เราจะเห็นคนกลับมามีสุขภาพดีร้อยเปอร์เซ็นต์หลังจากเป็นอัมพาตครึ่งซีกไปแล้ว

สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยง: ทำไมเราถึงป่วยเป็นโรค NCDs

สาเหตุของโรค NCDs ไม่ได้มาจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ 90% มาจากพฤติกรรมที่เราทำซ้ำๆ ทุกวันจนกลายเป็นความเคยชิน พฤติกรรมเหล่านี้ถูกเรียกว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งรวมถึงการบริโภคอาหารรสจัด การขาดกิจกรรมทางกาย และความเครียดสะสม

การกินหวานจัด เค็มจัด และมันจัด เป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญที่สุด โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยบริโภคน้ำตาลสูงถึงวันละ 20 ช้อนชา ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่แนะนำถึง 3 เท่า[3] การได้รับโซเดียมเกินมาตรฐานที่ 2.000 มิลลิกรัมต่อวันอย่างต่อเนื่อง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตและโรคหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การนั่งทำงานนานกว่า 8 ชั่วโมงโดยไม่มีการขยับร่างกาย ยังเพิ่มโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้สูงกว่าคนที่มีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอ

ลองสำรวจตัวเองดูสิครับ - วันนี้คุณกินน้ำหวานไปกี่แก้ว? เดินไปกี่ก้าว? ผมเคยตกอยู่ในวังวนของการทำงานหนักแล้วให้รางวัลตัวเองด้วยการกินบุฟเฟต์ปิ้งย่างทุกสัปดาห์ ผลที่ได้ไม่ใช่รางวัล แต่มันคือคอเลสเตอรอลที่พุ่งสูงจนหมอต้องสั่งคุมเข้ม มันเป็นบทเรียนที่ราคาแพงมาก

วิธีป้องกันโรค NCDs ด้วยหลัก 3อ. 2ส.

หัวใจสำคัญของ การป้องกันโรค NCDs คือการสร้างสมดุลให้กับร่างกายผ่าน วิธีป้องกันโรค NCDs 3อ. 2ส. ซึ่งประกอบด้วย อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ (3อ.) และ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา (2ส.) หากทำได้ครบถ้วน คุณจะสามารถลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มหาศาล

สำหรับการออกกำลังกาย คุณควรตั้งเป้าหมายไว้ที่อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือแบ่งเป็นวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น การเดินเร็วหรือว่ายน้ำ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น ในส่วนของอารมณ์ การนอนหลับพักผ่อนให้ครบ 7-8 ชั่วโมงต่อวันเป็นเรื่องที่ต่อรองไม่ได้ เพราะการพักผ่อนน้อยส่งผลโดยตรงต่อระบบเผาผลาญและความดันโลหิต [4]

มันฟังดูง่ายนะ แต่ทำจริงโคตรยากเลย (ขอโทษที่พูดตรงๆ) ใครจะไปอยากวิ่งรอบหมู่บ้านตอนที่งานยังค้างอยู่เต็มโต๊ะ? แต่เชื่อผมเถอะ การเจียดเวลา 30 นาทีมาเดินเร็ว ดีกว่าต้องไปนอนรอรับยาที่โรงพยาบาลทั้งวันในอีกสิบปีข้างหน้าแน่นอน

ความแตกต่างระหว่างโรคติดต่อ (CD) และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

การเข้าใจความแตกต่างของโรคทั้งสองกลุ่มจะช่วยให้คุณวางแผนการป้องกันสุขภาพได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับความเสี่ยง

โรคติดต่อ (Communicable Diseases)

- สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านการสัมผัส หรืออากาศ

- เกิดจากเชื้อโรค เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อรา

- มักเกิดขึ้นเฉียบพลันและรักษาหายขาดได้ในระยะเวลาสั้น

โรค NCDs (Non-Communicable Diseases) แนะนำให้ระวัง

- ไม่สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสหรือลมหายใจ

- เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและพันธุกรรม ไม่เกี่ยวกับเชื้อโรค

- เรื้อรัง สะสมนานหลายปี มักรักษาไม่หายขาดแต่ควบคุมได้

แม้โรคติดต่อจะดูน่ากลัวเพราะแพร่กระจายได้เร็ว แต่โรค NCDs กลับเป็นอันตรายกว่าในระยะยาวเพราะมักไม่มีอาการแสดงเบื้องต้น ทำให้ผู้ป่วยละเลยการรักษาจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

เส้นทางลดความเสี่ยงเบาหวานของ คุณวิชัย: จากพนักงานออฟฟิศสู่สายรักสุขภาพ

วิชัย พนักงานฝ่ายบัญชีวัย 42 ปี ในกรุงเทพฯ มีพฤติกรรมกินกาแฟเย็นหวานมันวันละ 2 แก้ว และนั่งทำงานติดเก้าอี้วันละ 10 ชั่วโมง เขาเริ่มมีอาการเพลียและคอแห้งบ่อยๆ จนผลตรวจเลือดพบน้ำตาลสูงเกือบเข้าเกณฑ์เบาหวาน

เขาลองลดหวานแบบหักดิบในสัปดาห์แรก แต่ผลคือปวดหัวและหงุดหงิดจนทำงานไม่ได้ สุดท้ายเขาก็กลับไปสั่งกาแฟหวานปกติเหมือนเดิมเพราะทนไม่ไหว

เขาจึงเปลี่ยนแผนใหม่โดยใช้วิธีสั่ง หวานน้อย 25% แทน และเริ่มเดินขึ้นบันไดออฟฟิศแทนการใช้ลิฟต์ รวมถึงพกน้ำเปล่าติดตัวตลอดเวลาเพื่อลดความอยากน้ำหวาน

หลังจากผ่านไป 6 เดือน ค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ของเขาลดลงจาก 6.4% เหลือ 5.7% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ วิชัยรายงานว่าเขามีสมาธิทำงานดีขึ้นและไม่ต้องพึ่งยาพ่นแก้หอบหืดเหมือนเมื่อก่อน

ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรพลาด

พฤติกรรมคือตัวกำหนด ไม่ใช่เชื้อโรค

โรค NCDs ป้องกันได้เกือบ 100% หากเราเลือกกินอาหารที่เหมาะสมและขยับร่างกายให้มากขึ้นในแต่ละวัน

กฎ 150 นาทีคือทางรอด

การออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานได้มากกว่า 25% ซึ่งเป็นตัวเลขที่คุ้มค่ากับการลงทุนเวลา

หากคุณต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ 5 พฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรค NCDs มีอะไรบ้าง เพื่อการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง
ลดหวาน มัน เค็ม คือการให้รางวัลร่างกาย

การลดโซเดียมลงเหลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวันช่วยลดโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมคำถาม

ถ้าคนในครอบครัวไม่มีใครเป็นโรค NCDs เลย ฉันจะปลอดภัยไหม

ไม่เสมอไปครับ แม้พันธุกรรมจะมีส่วนแต่พฤติกรรมสำคัญกว่ามาก กว่า 90% ของผู้ป่วย NCDs เกิดจากวิถีชีวิตส่วนตัว ดังนั้นแม้ครอบครัวจะแข็งแรง แต่ถ้าคุณกินหวานและไม่ออกกำลังกาย คุณก็มีความเสี่ยงเท่ากับคนอื่น

เราสามารถหายขาดจากโรค NCDs ได้จริงหรือ

โรคในกลุ่มนี้มักเป็นการรักษาแบบประคับประคองและควบคุมอาการ แต่หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นและปรับพฤติกรรมอย่างเข้มงวด (Remission) เช่น การลดน้ำหนักอย่างมากในผู้ป่วยเบาหวานระยะแรก ก็มีโอกาสที่ร่างกายจะกลับมาทำงานปกติโดยไม่ต้องใช้ยา

ควรเริ่มตรวจสุขภาพเพื่อเช็ค NCDs ตั้งแต่อายุเท่าไหร่

แนะนำให้เริ่มตรวจพื้นฐาน เช่น วัดความดันและตรวจน้ำตาลในเลือดตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป แต่ถ้ามีน้ำหนักเกินหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรเริ่มตั้งแต่อายุ 20-25 ปีเพื่อสร้างฐานข้อมูลสุขภาพของตนเอง

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ สภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน โปรดปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจปรับเปลี่ยนการรักษาหรือเริ่มต้นโปรแกรมสุขภาพใดๆ หากคุณมีอาการผิดปกติรุนแรงโปรดพบแพทย์ทันที

เอกสารอ้างอิง

  • [1] Hfocus - สถิติปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าโรค NCDs เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในประชากรไทย โดยมีสัดส่วนสูงถึง 77% ของยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดในแต่ละปี
  • [2] Ddc - ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากกว่า 13 ล้านคน และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นถึงปีละ 1.5 ล้านคน
  • [3] Facebook - โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยบริโภคน้ำตาลสูงถึงวันละ 20 ช้อนชา ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่แนะนำถึง 3 เท่า
  • [4] Pmc - การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น การเดินเร็วหรือว่ายน้ำ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นถึง 20-30%