โรคที่รักษาไม่หาย มีอะไรบ้าง

90 ครั้งเข้าชม
โรคที่รักษาไม่หาย มีอะไรบ้าง ได้แก่โรคเบาหวานที่มีน้ำตาลสะสมในเลือดมากกว่า 6.5% โรคความดันโลหิตสูงที่มีค่าความดันโลหิตตัวบนตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ภาวะไตเสื่อมสภาพที่มีอัตราการกรองของไตต่ำกว่า 60 มิลลิลิตรต่อนาทีติดต่อกันเกินสามเดือน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โรคที่รักษาไม่หาย มีอะไรบ้าง: เปิดเกณฑ์ 3 โรคเรื้อรังหลัก

การรู้ว่า โรคที่รักษาไม่หาย มีอะไรบ้าง ช่วยให้คุณเตรียมรับมือปัญหาสุขภาพอย่างถูกต้องเพื่อควบคุมอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน การละเลยเรื่องนี้ส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เชิญศึกษารายละเอียดของเกณฑ์บ่งชี้ทางการแพทย์เพื่อร่วมกันดูแลสุขภาพและป้องกันอันตรายอย่างยั่งยืน

ทำความเข้าใจความหมายของโรคที่รักษาไม่หายขาด

คำถามเกี่ยวกับโรคที่รักษาไม่หายมีอะไรบ้างมักมีความซับซ้อนและขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคลหลายด้าน ซึ่งอาการและประเภทของโรคอาจมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละบริบท การเข้าใจนิยามของโรคเรื้อรังจึงเป็นก้าวสำคัญก่อนการเกิดความวิตกกังวล

โรคที่รักษาไม่หายขาดส่วนใหญ่หมายถึงโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถกำจัดสภาวะเสื่อมสภาพให้หมดไปจากร่างกายได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทางการแพทย์สามารถดูแลรักษาเพื่อควบคุมอาการ ป้องกันโรคแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติ สถิติทั่วโลกชี้ว่าประมาณ 70% ของการเสียชีวิตทั่วมุมโลกล้วนมีสาเหตุมาจากโรคเรื้อรังเหล่านี้ [1]

แต่มีปัจจัยหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามในการรับมือกับโรคเรื้อรัง - ซึ่งส่งผลต่อความเร็วในการทรุดตัวของอวัยวะอย่างคาดไม่ถึง - ผมจะขยายความในหัวข้อการจัดการด้านล่าง

เรื่องนี้สำคัญมาก

กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรค NCDs มัจจุราชเงียบจากพฤติกรรม

โรคกลุ่มนี้มักไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคและการติดต่อ แต่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายที่สะสมมานานและพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสมเป็นหลัก

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีความบกพร่องในการผลิตหรือใช้อินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปการตรวจพบปริมาณน้ำตาลสะสมในเลือดมากกว่า 6.5% จะ be เกณฑ์บ่งชี้หลักทางการแพทย์ [2]

ในประสบการณ์ที่ผมเคยร่วมดูแลระบบสนับสนุนผู้ป่วยมา หลายคนคิดว่าการอดอาหารคือทางออก คอนเซปต์นี้ผิดมหันต์ การหักดิบกลับทำให้ตับอ่อนทำงาน ruan หนักกว่าเดิม

โรคความดันโลหิตสูง

โรคนี้เกิดจากแรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง หากวัดค่าความดันโลหิตตัวบนได้ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จะเริ่มเข้าข่ายสภาวะที่ต้องควบคุม [3]

มันเป็นมัจจุราชเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงใดๆ เลยในระยะแรก จนกระทั่งหลอดเลือดหัวใจหรือสมองเริ่มเสียหายหนัก

อย่าชะล่าใจเด็ดขาด

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและถุงลมโป่งพอง

ส่วนใหญ่เกิดจากการสูดดมมลพิษหรือควันบุหรี่เป็นเวลานาน ทำให้เนื้อเยื่อปอดถูกทำลายอย่างถาวรและไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับคืนมาสมบูรณ์ได้ การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การประคับประคองและการขยายหลอดลมเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกขึ้น

โรคไตเรื้อรัง

ภาวะที่ไตเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถกรองของเสียได้ตามปกติ ทางการแพทย์จะระบุเมื่ออัตราการกรองของไตลดลงต่ำกว่า 60 มิลลิลิตรต่อนาทีติดต่อกันเกินสามเดือน [4]

ที่น่ากลัวคือผู้ป่วยเบาหวานเกือบ 40% มักมีภาวะแทรกซ้อนทางไตตามมาหากคุมน้ำตาลได้ไม่ดีพอ [5]

นี่คือสัญญาณเตือนที่อันตราย

กลุ่มโรคทางพันธุกรรมและระบบภูมิต้านทานผิดปกติ

โรคกลุ่มนี้มีสาเหตุหลักมาจากรหัสพันธุกรรมที่ส่งต่อมา หรือระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองทำงานผิดพลาดจนเข้าโจมตีเนื้อเยื่อดีในร่างกายแทนสิ่งแปลกปลอม

โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรคพุ่มพวง (SLE)

เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันหันกลับมาทำลายอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ข้อต่อ หรือแม้กระทั่งไต การรักษาจำเป็นต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันและติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตลอดชีวิตเพื่อลดการอักเสบ

โรคสะเก็ดเงิน

โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากเซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วผิดปกติ ทำให้ผิวหนังหนา ตัวแดง และลอกเป็นสะเก็ด แม้จะไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ส่งผลกระทบต่อจิตใจและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างรุนแรง

โรคธาลัสซีเมีย

โรคโลหิตจางทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจำเป็นต้องได้รับเลือดและยาขับเหล็กไปตลอดชีวิต เพื่อป้องกันภาวะเหล็กเกินในอวัยวะภายใน

กลุ่มโรคเสื่อมของระบบประสาทในผู้สูงอายุ

ความเสื่อมสภาพของเซลล์สมองตามวัยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ในผู้ป่วยบางราย กระบวนการนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าปกติจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง

โรคพาร์กินสัน

เกิดจากการสูญเสียเซลล์สมองที่สร้างสารโดปามีน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการสั่นขณะอยู่เฉยๆ เคลื่อนไหวร่างกายช้าลง และสูญเสียการทรงตัว การดูแลรักษาเน้นใช้ยาปรับสารเคมีในสมองเพื่อประคับประคองอาการให้สั่นน้อยที่สุด

โรคอัลไซเมอร์

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม เกิดจากการสะสมของโปรตีนผิดปกติในสมองทำลายเซลล์ประสาทอย่างถาวร ยาในปัจจุบันทำได้เพียงชะลอความรุนแรงของโรคเท่านั้น แต่ไม่สามารถย้อนคืนความทรงจำที่เสียไปได้

การจัดการและแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังในระยะยาว

ตอนนี้ถึงเวลาเฉลยปัจจัยสำคัญที่ผมเกริ่นไว้ข้างต้นแล้ว ปัจจัยที่คนส่วนใหญ่มักละเลยในการดูแลโรคเรื้อรังคือ วินัยในการรับประทานยาและตารางนัดตรวจอย่างต่อเนื่อง

หลายคนรู้สึกดีขึ้นแล้วเลือกที่จะหยุดยาเอง - ซึ่งนี่คือความผิดพลาดขั้นรุนแรงที่ทำให้โรคปะทุกลับมา - การรักษาระดับยาในกระแสเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมเป็นหัวใจของการชะลอความเสื่อมของอวัยวะภายใน

เอาเข้าจริงๆ การยอมรับว่าตนเองต้องเผชิญกับโรคประจำตัวไปตลอดชีวิตเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากมาก สภาพจิตใจของผู้ป่วยและญาติจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ความเครียดสะสมสามารถกระตุ้นให้สารอักเสบในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งส่งผลเสียต่อการควบคุมโรคเรื้อรังทุกประเภทอย่างชัดเจน

ข้อควรระวัง: สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนเริ่มปรับโปรแกรมการออกกำลังกายหรือเปลี่ยนอาหารอย่างฉับพลัน เพื่อป้องกันสภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย

เปรียบเทียบคุณลักษณะและการดูแลตนเองในแต่ละกลุ่มโรค

การเข้าใจความแตกต่างของแต่ละโรคช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถวางแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความวิตกกังวลลงได้

โรคเบาหวาน

  • ความบกพร่องของฮอร์โมนอินซูลินและการเผาผลาญน้ำตาลผิดปกติ
  • ควบคุมอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว
  • จอประสาทตาเสื่อม แผลเรื้อรังที่เท้า และโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคไตเรื้อรัง

  • ผลแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงหรือเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดีเป็นเวลานาน
  • จำกัดโซเดียม หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ควบคุมปริมาณโปรตีนและน้ำดื่มตามแพทย์สั่ง
  • ภาวะน้ำท่วมปอด ของเสียคั่งในกระแสเลือด และภาวะซีด

โรคอัลไซเมอร์

  • การเสื่อมของเซลล์สมองและการสะสมโปรตีนผิดปกติในเนื้อสมองตามอายุ
  • ฝึกกิจกรรมกระตุ้นสมอง จัดสภาพแวดล้อมเพื่อป้องกันการพลัดหลงและอุบัติเหตุ
  • สูญเสียความสามารถในการสื่อสาร พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
แม้ว่าทุกโรคจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่โรคกลุ่ม NCDs เช่นเบาหวานและโรคไตจะพึ่งพาการปรับพฤติกรรมการกินเป็นหลัก ในขณะที่กลุ่มโรคเสื่อมของระบบประสาทอย่างอัลไซเมอร์จะเน้นไปที่การดูแลสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยเพื่อประคับประคองคุณภาพชีวิต

เส้นทางการปรับตัวและอยู่ร่วมกับโรคเรื้อรังของคุณสมชาย

คุณสมชาย อายุ 45 ปี พนักงานบริษัทในกรุงเทพฯ ตรวจเจอโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงพร้อมกัน เขารู้สึกเครียดและกลัวมากจนตัดสินใจหักดิบงดแป้งและน้ำตาลทุกชนิดทันทีเพราะอยากให้โรคหายไป

การหักดิบทำให้อ่อนเพลียอย่างรุนแรง หน้ามืดเป็นลมกลางที่ทำงานเนื่องจากน้ำตาลตกวูบ ร่างกายขาดพลังงานจนเกือบถอดใจและคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีความสุขอีกแล้วกับการต้องเผชิญโรคนี้ไปตลอดชีวิต

หลังจากปรึกษาแพทย์และปรับมุมมองใหม่ สมชายเปลี่ยนแนวทางมาเป็นการคุมสัดส่วนแป้งเชิงซ้อนร่วมกับการเดินเร็วในสวนสาธารณะวันละ 20 นาทีหลังเลิกงานแทนการหักโหม

ภายในเวลา 3 เดือน ระดับน้ำตาลสะสมของเขาลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้อย่างปลอดภัย ร่างกายกลับมาสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และเขาสามารถกินอาหารร่วมกับครอบครัวได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

โรคทางพันธุกรรมอย่างธาลัสซีเมียจะส่งต่อให้ลูกหลานร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม

ไม่จำเป็นต้องส่งต่อร้อยเปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับว่าคู่สมรสเป็นพาหะของโรคด้วยหรือไม่ การตรวจเลือดและวางแผนครอบครัวก่อนแต่งงานจะช่วยประเมินความเสี่ยงและป้องกันการส่งต่อยีนที่ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถ้าป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังแล้วจำเป็นต้องฟอกไตไปตลอดชีวิตทุกคนไหม

ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน หากตรวจพบในระยะแรกและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดจะช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้นานหลายปี การฟอกไตจะเกิดขึ้นเมื่อไตเสื่อมเข้าสู่ระยะสุดท้ายที่ไม่สามารถขับของเสียเองได้แล้วเท่านั้น

อาการโรคพุ่มพวงหรือโรคแพ้ภูมิตัวเองอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตทันทีเลยหรือไม่

โรคนี้ไม่ได้ทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ความอันตรายมักเกิดจากการที่โรคกำเริบแล้วเข้าไปทำลายอวัยวะสำคัญภายใน เช่น ไตหรือปอด การกินยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่งจึงช่วยควบคุมโรคได้ดี

หากคุณอยากรู้เพิ่มเติม ลองอ่าน ผู้ป่วยเรื้อรัง มีอะไรบ้าง เพื่อทำความเข้าใจและดูแลตัวเองได้ดีขึ้น

คู่มือการปฏิบัติ

โรคเรื้อรังควบคุมได้ไม่ใช่จุดจบของชีวิต

แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การปรับพฤติกรรมและการทานยาตามสั่งสามารถช่วยรักษาสมรรถภาพของร่างกายไว้ได้ยาวนานใกล้เคียงคนปกติ

วินัยในการทานยาคือหัวใจสำคัญที่สุด

การหยุดยาเองหรือปรับขนาดยาตามความรู้สึกเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อวัยวะภายในทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วและเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา

การตรวจคัดกรองช่วยลดความรุนแรงได้ล่วงหน้า

การตรวจสุขภาพประจำปีทำให้พบสัญญาณเตือนของโรคกลุ่ม NCDs ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรคให้อยู่หมัดก่อนสายเกินไป

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ สภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องก่อนทำการปรับเปลี่ยนแผนการรักษา ยา หรือพฤติกรรมใดๆ

การระบุแหล่งที่มา

  • [1] Who - สถิติทั่วโลกชี้ว่าประมาณ 70% ของการเสียชีวิตทั่วมุมโลกล้วนมีสาเหตุมาจากโรคเรื้อรังเหล่านี้
  • [2] Diabetes - โดยทั่วไปการตรวจพบปริมาณน้ำตาลสะสมในเลือดมากกว่า 6.5% จะเป็นเกณฑ์บ่งชี้หลักทางการแพทย์
  • [3] Mayoclinic - หากวัดค่าความดันโลหิตตัวบนได้ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จะเริ่มเข้าข่ายสภาวะที่ต้องควบคุม
  • [4] Kidney - ภาวะที่ไตเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถกรองของเสียได้ตามปกติ ทางการแพทย์จะระบุเมื่ออัตราการกรองของไตลดลงต่ำกว่า 60 มิลลิลิตรต่อนาทีติดต่อกันเกินสามเดือน
  • [5] Pmc - ที่น่ากลัวคือผู้ป่วยเบาหวานเกือบ 40% มักมีภาวะแทรกซ้อนทางไตตามมาหากคุมน้ำตาลได้ไม่ดีพอ